(เพจ: โรงเรียนกีตาร์ไทย)


(เพจ: Guitarthai.com)
  เรื่องลี้ลับ ฉบับวังหลวง!!! ในรัชสมัย ร.5  
 
เรื่องแรก

ในรัชสมัยรัชกาลที่5พระราชวังสวนดุสิต ปลูกสร้างเสร็จใหม่ๆว่ากันว่าสวยงามราวเมืองสวรรค์ ภายในรอบบริเวณพระราชวังอบอวลไปด้วยหมู่ไม้ดอก ไม่ผล ร่มครึ้ม ทั่วบริเวณวัง

ผลหมากรากไมในพระราชวังแห่งนี้ออกดอก ออกผลลูกเล็กลูกใหญ่ ห้อยระย้าเต็มต้น มีทั้งฝรั่ง ทับทิม มะม่วง กระท้อน ฯลฯ เมื่อผลไม้มีมากมายเช่นนี้ก็ย่อมเป็นที่ต้องการของชาววังมือดีทั้งหลาย ทั้งๆที่เป็นของที่อยู่ในเขตพระราชฐาน ผลไม้หลายๆต้นยังถูกสอยเอาไปรับประทานเป็นจำนวนไม่น้อยและเป็นประจำจนผิดสังเกต

แถมผลไม้หลายๆลูกยังพบร่องรอยของฟันแทะไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย
ครั้งนั้น เรื่องขโมยผลไม้ในวังกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาด รัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง และตรัสว่าไม่น่าจะใช่รอยฟันของกระรอก กระแต น่าจะเป็นรอยฟันของคนมากัดแทะเสียมากกว่า เห็นจะต้องหาตัวหัวขโมยมาลงโทษให้ได้


กระทั่งคืนหนึ่ง เล่ากันว่าเป็นคืนเดือนมืด ทั่วทั้งพระราชวังเงียบสงัด แต่พวกชาววังก็ยังซุ่มล่าหัวขโมยอยู่เช่นเดิม
ชาววังกลุ่มหนึ่งมาแอบซุ่มอยู่ใกล้ต้นฝรั่งซึ่งกำลังออกผลเต็มต้น ใกล้จะสุกเก็บกินได้แล้ว และต้นนี้เองเป็นต้นเดียวกับที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เคยทอดพระเนตรพบรอยแทะทิ้งไว้


   สมาชิกแบบพิเศษ   top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:04:00       พิมพ์   แจ้งลบ      IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 1  
 
คืนนั้นพอดึกสงัดก็ปรากฏมีเสียงประหลาด พร้อมมีเงาดำๆวิ่งผ่านไปทางต้นฝรั่ง ทำให้ชาววังผู้ล่าหัวขโมยใจเต้นระทึก คาดว่าจะต้องเป็นหัวขโมยที่หวังจะจับแน่แล้ว จึงพากันแอบซุ่มมอง ทันใดก็เห็นเจ้าของร่างนั้นปีนขึ้นไปบนต้นฝรั่งนั่งกัดฝรั่งเคี้ยวกินอย่างกระหายหิว พวกล่าจับหัวขโมยพากันดีใจกรูเข้าไปล้อมรอบโคนต้นฝรั่ง

หวังจะดูหน้าหัวขโมยให้ชัดๆซะที ต่างจึงพากันร้องเรียกขู่ให้หัวขมายลงมาจากต้นฝรั่ง เจ้านั่นก็ยังไม่ยอมลงมา ร้องเรียกอยู่นานจนในที่สุดเงาดำบนต้นก็กระโดดตูมลงมา ข้าหลวงชายพากันตะครุบจับแต่ก็จับไม่ได้เพราะตัวลื่นเป็นเมือกแถมยังว่องไว ปราดเปรียว ผิดปกติมนุษย์ธรรมดา

ฉับพลันทันใดก่อนที่ใครจะคาดคิดเจ้าหัวขโมยรายนี้ก็กระโจนพรวดเดียวลงไปในสระอโนดาตภายในพระราชวัง แล้วจมหายไม่ขึ้นมาอีกเลย

แม้แต่หน้าก็ยังไม่มีใครได้เห็น มีสิ่งเดียวที่ทุกคนสัมผัสได้คือ กลิ่นตัวที่สาปรุนแรง คล้ายกลิ่นคนตาย ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่หัวขโมยโดดหายลงไปในน้ำแล้ว ทุกคนจึงได้สติว่า ถูก "ผีหลอก" แล้วพากันวิ่งหนีร้องเสียงดังลั่นขวัญกระเจิง

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:05:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 2  
 
เรื่องต่อมา

สิ่งลี้ลับกับทหารมหาดเล็ก

มีเรื่องเล่าจากบันทึกของตำรวจหลวงในวังท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเล่าไว้ว่า เมื่อครั้งงานพระราชพิธีพระบรมศพล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 8 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เรื่องมีอยู่ว่าในเวลาดึกช่วงระหว่างงานพระราชพิธีนั้นพอพระบรมวงศานุวงศ์แขกระดับผู้ใหญ่กลับกันหมดแล้วก็จะมีทหารยามและตำรวจวังเฝ้าพระบรมศพอยู่โดยทหารจะยืนยาม 4 มุมของพระบรมศพ และจะมีการเปลี่ยนเวรกันเป็นกะ

ในส่วนของการยืนยามด้านในซึ่งเป็นที่ไว้พระโกศศพทำด้วยทองคำแท้ๆ นั้นจะมีทหารมารักษาการณ์เฉพาะตอนกลางคืน เนื่องจากยืนยามมาทั้งคืนพอใกล้สว่างก็ชักไม่ไหวต้องทรุดลงนั่งและหลับไปงีบหนึ่งแต่พอเจ้านายมาตรวจเวรก็จะมีเสียงคนมาปลุกและเขย่าตัวบอกให้"ตื่นเจ้านายมาแล้ว" เป็นเสียงกระสิบเบาๆที่ที่หูโดยที่ไม่มีใครเคยเห็นตัวคนปลุกซักครั้งเดียว


และของเรื่อง โคมมะหวดตุ้งติ้ง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มีทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ที่ต้องอยู่เฝ้าพระบรมศพตลอดทั้งคือ เผลอหลับขณะปฏิบัติหน้าที่ในเวลากลางคืน ซึ่งได้ปิดพระทวาร(ประตู) และพระบัญชร(หน้าต่าง)ไว้หมดแล้ว ไม่มีลมที่จะสามารถพัดให้โคมมะหวดตุ้งติ้งสั่นไหวได้ แต่อยู่ๆกลางคืนนั้นก็เกิดเสียงกระทบกันของโคมมะหวดตุ้งติ้งดังขึ้นแรงๆ เหมือนมีใครไปแกว่ง จึงทำให้ทหารที่หลับเวรตื่น รวมทั้งพระที่สวดพิธีธรรม ก็สดุ้งไปตามๆกัน

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:06:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 3  
 
เรื่องเล่าต่อมา



ครั้งหนึ่ง เมื่อการก่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศ์ ก็เสด็จฯย้ายเข้ามาประทับที่พระที่นั่งองค์นี้ จากนั้นก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เขียนพระบรมสาทิศลักษณ์ รัชกาลต่างๆไว้ในห้องมุกกระสัน

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทนี้ เป็นชัยภูมิอันศักดิ์สิทธิ์ อยู่ข้างพระมหามณเทียรอันเป็นที่ประทับและเป็นที่สวรรคตของพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ

"เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ ท่านยังทรงพระเยาว์มาก ท่านก็ประทับเล่นที่บริเวณห้องมุกกระสัน อยู่ๆท่านก็เห็นบุรุษร่างท้วมสวมเสื้อผ้าอาภรณ์แปลกตาเดินผ่านมาทางพระองค์แล้วเดินหายเข้าไปในบริเวณที่ประดิษฐานพระบรมสาทิศลักษณ์ รัชกาลที่ ๓

ด้วยความที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์พระชนม์ยังน้อย พระองค์ก็ตะโกนเรียกออกไปว่า "นั่นใคร ออกมาเดี๋ยวนี้!! แต่ก็ไม่ปรากฎว่ามีใครออกมา

เมื่อความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ท่านจึงรับสั่งถามเจ้าฟ้าจักรพงษ์ ว่าบุรุษนั่นมีรูปลักษณะอย่างไร เจ้าฟ้าจักรพงษ์จึงตอบไปตามที่พระเนตรเห็น พระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯก็ทรงอนุมานได้ทันทีว่า เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรากฎพระองค์ให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทอดพระเนตรเห็น จึงทรงให้นางพระกำนัลจัดดอกไม้ธุปเทียนไปให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ เพื่อนำไปถวายและขอขมาลาโทษที่ไปล่วงเกินสมเด็จพระบรมราชบูรพการี(รัชกาลที่3)

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:06:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 4  
 
หมายเลข1 พระบรมสาทิศลักษณ์รัชกาลต่างๆ ในพระที่นั่งจักรี
หมายเลข2 พระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี
หมายเลข3 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:07:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 5  
 
และเรื่องสุดท้าย


สระน้ำลี้ลับ สระพระองค์อรไทย


สระแห่งนี้สร้างขึ้นภายหลังที่พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญาสิ้นพระชนม์แล้ว โดยมีเหตุคือ หลังจากที่พระเจ้าน้องนางเธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญาสิ้นพระชนม์ลงด้วยประชวรพระโรคเรื้อรังกระเสาะกระแสะ ซึ่งกล่าวกันว่า ทรงเป็นพระโรคประสาท ทรงกระทำวัติธิพิฆาตกรรมพระองค์ ( ฆ่าตัวตาย ) ได้มีข่าวโจษจันว่ามีผู้ได้ยินเสียงเปรตร้องโหยหวนในยามวิกาล และกล่าวขวัญกันต่อไปในทางที่ไม่เป็นมงคลต่าง ๆ เหมาเอาว่าเป็นเพราะพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์นั้นพึ่งจะสิ้นพระชนม์ลงไปไม่นาน คงจะไปทนทุกเวทนาอยู่ ซึ่งข่าวโจษจันนี้เป็นที่กล่าวขานกันทั่วไปและไม่อาจยุติได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้แก้ไขข่าวโจษจันอันไม่เป็นมงคลนี้ ด้วยบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสังฆทาน แล้วทรงสั่งให้ขุดสระน้ำนี้ขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลส่งไปโปรดพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์นั้นให้พ้นทุกข์ เมื่อวันที่สระน้ำสร้างเสร็จตามพระบรมราชโองการได้มีพิธีฉลองสระนั้น โดยให้มีการลอยสลากเป็นกุศลทานลงในสระเป็นที่ครึกครื้น ตั้งแต่นั้นมาเรื่องโจษจันอันไม่เป็นมงคลก็ค่อยเงียบหายไป

พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเจ้าจอมมารดาบัว ประสูติเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2402 และสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 รวมพระชันษา 47 ปี

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:08:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 6  
 
รูปพระเจ้าน้องนางเธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา
เเละเรื่องต่อมา
สนม นางใน หม่อมห้าม คนเดิมยังอยู่
"เรื่องลี้ลับชาววัง" ที่เคยเป็นเรื่องเล่าในสมัยก่อนก็ยังไม่จางหายไป ยังคงเล่าสืบทอดมายังรุ่นสู่รุ่น แม้ในปัจจุบันข้าราชบริพาร ที่ทำงานในพระบรมมหาราชวังก็ยังตั้งวงเล่าเรื่องชวนขนหัวลุกกันอยู่หลังพระอาทิตย์ตกดิน จะไม่มีใครอยู่ทำงานขนาดมีงานพระราชพิธีเปิดไฟสว่างคนเยอะก็ยังไม่กล้าเดินคนเดียวพวกรุ่นพี่จะบอกรุ่นน้องที่มาทำงานใหม่
เสมอๆ ว่า"เลิกงานแล้วกลับบ้านเลยนะ ใครอยู่ดึกรับรองเจอดีแน่!" จากที่เคยเดินเที่ยวชมพระบรมมหาราชวังไปกันเป็นหมู่คณะไม่ต้องรออาทิตย์ตกดินก็เสียงสันหลังได้ ?!?!
เรื่องมีอยู่ว่า สำนักพระราชวังมีที่พักไม่พอให้ข้าราชการที่บ้านอยู่ไกลได้พักจึงต้องจัดให้พักตามหมู่พระตำหนักและเรือนเก่าของเหล่าบรรดาพระสนม เจ้าจอมมารดา หรือเจ้าจอมในเขตพระราชฐานชั้นในข้าราชการคนหนึ่งได้พักในพระตำหนักพระองค์เจ้าประเวศวรสมัย(พระราชธิดาในล้นเกล้า ร.5 กับเจ้าจอมมารดาทับทิมฯ)เป็นพระตำหนักแบบตะวันตกรูปตัวยู ก่ออิฐปูนถึง 2 ชั้น

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:10:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 7  
 
คืนแรกไปนอน อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีใครมาอยู่ด้วย เหมือนมีคนเดินผ่านบางทีก็นอนตกเตียงเพราะมีมือดีมาดึง ก็เลยอยู่ไม่ไหวด้วยเกรงในพระเดชานุภาพในพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เคยสิ้นพระชนม์ในพระตำหนักนี้ จึงขอขมาลาโทษ และลงมานอนข้างล่างหรือห้องนั่งเล่น ถึงพอจะนอนหลับได้ โดยไม่มีอะไรรบกวนรุนแรงอีก

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:10:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 8  
 
อีกเหตุการณ์หนึ่ง
ข้าราชสำนักเจอดีที่หน้าเรือนของ เจ้าจอมก๊ก อ.ซึ่งเจ้าจอมก๊ก อ. นี้เป็นเหล่าธิดาของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) เจ้าเมืองเพชรบุรี กับท่านผู้หญิงอู่ บุนนาค โดย เป็นพี่น้องกัน 5 คน ได้แก่ เจ้าจอมมารดาอ่อน, เจ้าจอมมารดาเอี่ยม, เจ้าจอมเอิบ, เจ้าจอมอาบ และเจ้าจอมเอื้อน แห่งราชินิกุล "บุนนาค"



เรือนของเจ้าจอมมารดาทั้ง 5 อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน ตัวเรือนใช้โครงสร้างเป็นไม้ทั้งหลังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงสี่ชั้น ประตูทางเข้าอยู่ทิศเหนือ ทำเป็นรูปครึ่งวงกลม มีหน้าต่างเจาะเป็นรูปโค้งอยู่ตรงกันทุกชั้น ด้านหน้าชั้นที่สองและชั้นที่สามทำเป็นเฉลียงส่วนชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้า
ชั้นล่างเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารส่วนชั้นที่สองเป็นที่อยู่ของเจ้าจอมมารดาทั้งหลาย และไว้ใช้รับแขก
เรือนหลังนี้มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่ง ขณะที่ว่างจากงานในหน้าที่ข้าราชการฝ่ายในกลุ่มหนึ่งเห็นว่าสถานที่หน้าเรือนเจ้าจอมก๊ก อ. เงียบสงบ เลยชวนกันมานั่งเล่นพักผ่อนกันในบริเวณสนามหญ้าขณะกำลังคุยกันออกรส เสียงหัวเราะอาจจะดังไปหน่อยจู่ๆ มีน้ำมาจากไหนไม่รู้ เหมือนใครเทราดสาดลงมาจากข้างบนเสียงคุยเฮฮาเมื่อครู่เงียบกริบ... ?!?!?
เนื้อตัวเปียกปอนกันหมดแหงนดูข้างบนก็ไม่มีใครเพราะเรือนนี้ถูกปล่อยร้างไม่มีใครอยู่มานานแล้วเป็นเรื่องที่น่าประหลาดจับมือใครดมก็ไม่ได้ และเชื่อกันว่าเจ้าของผลงานนี้ไม่น่าจะมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้แล้ว !!!!

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:11:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 9  
 
เเละแถมท้ายอีกเรื่องกับ โอปปาติกะ กับรัชกาลที่6


เมื่อพูดถึง "ผี" หรือ "วิญญาณ" พวกเราชาวนอกรั้ววังคงอยากจะได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ผี" ในรั้ววังกันบ้าง ยายผีป่าจึงไปเสาะหาจากนิตยสารหญิงไทยมาให้อ่านค่ะ ขอนำเรื่องราวของ "โอปปาติกะ" ที่มาปรากฏให้เห็นเฉพาะพระพักตร์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 6 มาเล่าให้ฟัง...



เรื่อง นี้เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งที่พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันหนึ่งมีงานบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันเกิด ท่านจอมพลเจ้าพระยาบดินทร์ เดชานุชิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้น ซึ่งล้นเกล้าฯรัชการที่ 6 ก็จะต้องไปในงานนี้ด้วย การแต่งพระองค์ในวันนั้นต้องทรงเครื่องยศทหารรักษาวัง เพียงครึ่งยศ เพราะเจ้าพระยาบดินทร์ เดชานุชิตเป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารรักษาวัง และยังเป็นงานแบบสโมสรกลางแจ้ง

งานในวันนี้มีข้าราชบริพาร สมุหราชองครักษ์และราชองครักษ์ เตรียมโดยเสด็จอย่างพรั่งพร้อม เมื่อได้เวลาเสด็จพระราชดำเนิน พระองค์ก็ได้เสด็จขึ้นประทับรถยนต์พระที่นั่ง ณ ทหารเรือ ทหารม้า ทหารราบทั่วไปและตำรวจ จะต้องมายืนรับเสด็จอยู่ริมรถพระที่นั่งตามอย่างราชประเพณีเป็นปกติ และยังมีราชองครักษ์เวรสมทบราชองครักษ์ประจำ ซึ่งมีพันโทพระยาสรชาติ โยธี พันตรีหลวงอาจหาญณรงค์ นาวาโทหลวงสวัสดิ์ นาวายุทธ ร้อยเอกหลวงวรภักดิ์ภูบาล และนายพันตำรวจโทหลวงอภิบาลนครเขตต์

นอก จากพระองค์จะทอดพระเนตรเห็นบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ก็ยังทอดพระเนตรเห็น "พันเอกจมื่นฤทธิ์รณจักร" ผู้บังคับกองพันทหารรักษาวังแต่งตัวเต็มยศมายืนอยู่ด้วยในหมู่ราชองครักษ์ โดยสวมหมวกแบบนโปเลียนและมีปลอกคอ ปลอกข้อมือใช้กระบี่แบบไทยหัวเป็นพญานาค พระองค์ทรงตรัสเล่าให้มหาเล็กคนสนิทคือนายรองเล่ห์อาวุธ หรือ "จมื่นมานิตย์นเรศร์" ฟังว่า เมื่อทอดพระเนตรเห็นก็ทรงฉงนพระราชหฤทัยเหมือนกันว่าทำไม "จมื่นฤทธิ์รณจักร" จึงแต่งกายเต็มยศ แต่ก็มิได้ออกพระโอษฐ์กับใคร แม้กระทั่งสมุหราชองครักษ์ทีโดยเสด็จฯ ไปในรถพระที่นั่งนั้นด้วย

เมื่อ เสด็จฯมาถึงงานก็ทรงมีพระราชภาระที่จะต้องพระราชทานน้ำสังข์และทรงเจิม ต้องพระราชทานประคำทองคำกับแหวนนพเก้าเป็นพิเศษตามอย่างโบราณราชประเพณีให้ แก่เจ้าพระยานาหมื่นชั้นแม่ทัพนายกองเป็นของขวัญและยังทรงมีพระราชภาระ ทีจะต้องพระราชทานพระบรมราโชวาทในงานเลี้ยง เมื่อทรงพระราชทานพรและทอดพระเนตรงานมหรสพจนเสร็จงานก็เป็นเวลาเกือบตีสาม จึงเสด็จกลับพระตำหนัก

กระทั่ง ถึงตำหนักที่ประทับ ณ วังสวนจิตรลดา ก็จะเสด็จเข้าห้องแต่งพระองค์แต่ก่อนจะถึงห้องแต่งพระองค์ได้เสด็จผ่านห้อง โถง และได้ทอดพระเนตรเห็นพานกะไหล่ทอง ซึ่งบนพานใบนั้นมีธูปกระแจะขนาดใหญ่กับเทียนไส้ใหญ่อย่างละ 1 เล่ม แบบเผาศพ พร้อมด้วยกระทงดอกไม้ตั้งอยู่ และยังมีข้อความเขียนไว้ว่า "ดอกไม้ธูปเทียนของข้าพระพุทธเจ้า จมื่นฤทธิ์รณจักร ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายบังคมลาไปปรโลก"

สิ่ง ที่นำมาถวายและข้อความที่เขียนไว้นี้ เป็นแบบอย่างการถวายบังคมทูลลาตายของพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร ซึ่งทรงรู้จักคุ้นเคย โดยครอบครัวผู้ตายจะจัดขึ้นทูลเกล้าฯถวาย จากนั้นพระองค์ก็จะโปรดเกล้าฯให้มหาดเล็กรับใช้หรือ มหาดเล็กห้องที่พระบรรทม นำไปจุดบูชาที่หอพระ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นดังนั้นนก็ให้ฉงนในพระราช หฤทัยไม่ใช่น้อย จึงโปรดฯให้มหาดเล็กเวรเชิญพระราชกระแสไปสอบถาม เพื่อให้แน่แก่พระทัยที่บ้านจมื่นฤทธิ์รณจักร มหาดเล็กก็กลับมาถวายบังคมทูลพระกรุณาว่า "จมื่นฤทธิ์รณจักรถึงแก่กรรมแล้วเมื่อเช้านี้และในตอนเย็นก็ได้รับพระราชทาน น้ำหลวงอาบศพ ทางครอบครัวได้แต่งตัวศพด้วยเครื่องเต็มยศทั้งชุดของทหารรักษาวัง"

เมื่อ ความได้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเช่นนั้น พระองค์ทรงเสียพระราชหฤทัย และเสียดายจมื่นฤทธิ์รณจักร เป็นอย่างมาก ถึงกับออกพระโอษฐ์ว่า "จมื่นฤทธิ์รณจักร แกรักฉัน อุตส่าห์นำวิญญาณในเครื่องแบบเต็มยศมาลาฉัน"

"จมื่น ฤทธิ์ รณจักร" ผู้นี้ เป็นนายทหารที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บังคับกองพันทหารรักษาวัง และราชองครักษ์ เป็นนายทหารที่ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงโปรดปรานสนิทสนมด้วยเป็นอย่างมาก ดังนั้นในงานศพของนายทหารท่านนี้ พระองค์จึงโปรดเกล้าฯพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นค่าจัดงานศพตลอดงานนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ ครอบครัวจมื่นฤทธิ์รณจักรสุดคณานับ

เรื่องนี้จัดเป็นเรื่องที่เชื่อ ถือได้ เพราะผู้เล่าคือจมื่นมานิตย์นเรศร์มหาดเล็กคนสนิทในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ซึ่งได้เล่าไว้ในรายการรอบเมืองไทยทางวิทยุ ท.ท.ท. ออกอากาศเมื่อหลายสิบปีก่อน

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:12:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 10  
 
เรื่องลี้ลับ : ตำนานสวนสุนันทา


มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในวังเก่า ดังนั้นถายในสถาบันจึงรายล้อมไปด้วยพระตำหนักน้อยใหญ่ สร้างบรรยากาศความขลังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืน ความขลัง+ความเงียบ+ความมืด ทำให้ไม่ค่อยมีนักศึกษาคนไหนกล้าอยู่เกิน 2 ทุ่มเลย ว่าแล้วพื้นที่แห่งนี้ มีมุมไหนที่ขึ้นชื่อเรื่องลี้ลับกันบ้าง ไปดูกันครับ
ห้องสมุดเก่าที่ทุบไปแล้ว (ปัจจุบันสร้างเป็นตึกอธิการบดี) รู้หรือไม่ว่าสมัยก่อนช่วงที่จะปิดไป มีชมรม MMA-Mix Martial Arts เข้าไปใช้สถานที่ฝึกกันจนถึงกลางค่ำกลางคืน เผอิญนักศึกษาคนหนึ่งที่อยู่ในชมรมเป็นพวกเล่นของ ก็เล่าให้ฟังว่า ตอนกลับบ้านเห็นมีคนมาส่งเต็มไปหมดทั้งหน้าต่างและประตู!! ทุกคนแต่งชุดไทยแล้วจ้องมอง

บริเวณใต้ตึก 56 เดิมเคยเป็นโรงเลี้ยงเด็ก อาจารย์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอยู่ทำงานดึกๆ เท่าไหร่นักถ้าไม่จำเป็น เพราะจะถูกพวก "เจ้าจุก" มาเล่นซนอยู่เสมอตอนช่วงกลางคืน ไม่เชื่อไปที่ห้องพักอาจารย์ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจที่ปัจจุบันมียันแปะอยู่ด้วย และหากสังเกตดีๆ อาจารย์เอกนี้จะมีตุ๊กตาคนละตัวว่างไว้บนโต๊ะ (ให้ใครเล่น....คิดเอา)

รู้หรือไม่ว่า... ชั้นใต้ดินของเอก ID นะสุดยอดมาก ขั้นชื่อเรื่องชวนขนหัวลุกมากที่สุด มีหลายคนเล่าเหมือนกันว่าช่วงเวลาดึกๆ มักจะได้ยินเสียงคนลากตรวนอยู่บ่อยๆ (ที่ขังทาส นักโทษ) จนว่ากันว่า มีนักศึกษาอยู่คนนึง เป็นคนมีสัมผัสซิกเซ้นส์ มาเรียนได้ไม่ถึงเทอมก็ลาออก เขาเล่าให้ฟังว่า "อยู่ไม่ได้เลย เพราะสวนสุนันทามีผีในวังเยอะมาก"

ว่ากันว่าตึกที่เก่าที่สุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก่อสร้างตั้งแต่สมัย ร.5 นักศึกษามักเรียกกันว่า "ตึกเหลือง" สมัยก่อนเป็นที่ประทับของเชื่อพระวงศ์ในวัง ปัจจุบันตึกนี้ได้เปิดให้ใช้บริการนวดแผนโบราณให้แก่คนนอกได้ด้วย (ปล.ชั้นบนสุดมีเรื่องราวลี้ลับเกี่ยวกับสวนสุนันทาสมัยก่อน มีรูปภาพ และ โมเดลแผนที่ ในสมัยที่ยังเป็นวังเก่า)

เด็กสวนสุนันทาจะรู้ดีว่า สถาบันแห่งนี้ต้นไม้ค่อนข้างเยอะ บางมุมถึงขึ้นปกคลุมทางเดินเลยก็มี เคยมีเรื่องเล่ามาว่า มีเด็กมหาวิทยาลัยรั้วติดกันอย่าง "มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต" เดินเข้ามาในสวนสุนันทาตอนประมาณ 2 ทุ่มเพื่อลัดไปออกประตูเทเวศน์ ระหว่างได้เห็นขาคนห้อยลงมาต้นไม้ด้านบน พอมองขึ้นไปก็เห็นเป็น "ผู้หญิงสวมสะไบสีชมพู" นั่งจ้องลงมาจากบนต้นไม้ !!

ปิดว่ากันว่า สวนหย่อมที่อยู่หัวมุมตรงข้ามกับท่าวาสุกรี เคยมีหญิงถูกข่มขืนเมื่อหลายสิบปีก่อน ปัจจุบันได้สร้างศาลพระภูมิ และผูกผ้าสามสีกับต้นไม้ใหญ่ ถ้าไม่สังเกตุจะไม่เห็นศาลนี้อย่างชัดเจน และอีกเรื่องหนึ่งที่รุ่นพี่ๆ ของสถาบันแห่งนี้เล่ากันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่นนั้นก็คือ หากใครอยากสัมผัสเรื่องลี้ลับในสถาบันของสวนสุนันทา ให้ก้มลงมองใต้หว่างขา แล้วคุณจะเห็นเอง (มีใครเคยลองไหมเอ่ยย)

ทั้งหมดนี้เป็นตำนานลี้ลับที่ถูกบอกเล่าสืบต่อกันมา จากในรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทานะครับ



เครดิต http://www.clipmass.com/

   สมาชิกแบบพิเศษ      top2513      5 มี.ค. 58   เวลา 12:13:00    IP = 125.26.41.194
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 11  
 
ขอบคุณครับ

   Saverum      5 มี.ค. 58   เวลา 12:21:00    IP = 49.230.142.219
 


  คำตอบที่ 12  
 
สนุกดีอิอิ

   สมาชิกแบบพิเศษ      xsefiroth      5 มี.ค. 58   เวลา 13:23:00    IP = 58.9.60.96
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 13  
 
ขอบคุณครับ...อ่านได้ อรรถรส ดีครับ


   สมาชิกแบบพิเศษ      tak blues      5 มี.ค. 58   เวลา 14:12:00    IP = 223.205.163.208
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 14  
 
-ขอบคุณมากครับ

   สมาชิกแบบพิเศษ      mawmeaw99      5 มี.ค. 58   เวลา 15:03:00    IP = 223.205.125.236
สมาชิกแบบพิเศษ  
 


  คำตอบที่ 15  
 
ขอบคุณครับ เรื่องดีๆ อีกแล้ว

   Binocularzz      5 มี.ค. 58   เวลา 16:59:00    IP = 183.89.158.195
 


  คำตอบที่ 16  
 

ขอบคุณครับ พี่หมอ ^^

   สมาชิกแบบพิเศษ      ชิตชัย      5 มี.ค. 58   เวลา 17:34:00    IP = 171.5.251.92
สมาชิกแบบพิเศษ  
 
 

Bigtone.in.th Online Music Store

Yamaha



ตั้งกระทู้ Login ก่อน Click ที่นี่
ผู้ตอบ :
รูปภาพ:  ( ไม่เกิน 150 K )
ข้อความ :
 

any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket