|
 |
|
 |
|
10 อันดับ งานสร้างสรรค์ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว |
|
|
|
|
|
 |
10.Ancient Cave มีการค้นพบศิลปะโบราณที่มีอายุหลายพันปีที่วาดรูปสิ่งที่ดูเหมือนไม่ใช่มนุษย์เอาไว้ ส่งผลทำให้เกิด “ทฤษฏีนักบินอวกาศในโลกโบราณ”ขึ้น โดยตำนานกล่าวว่ามีเทพหรือผู้มาจากฟ้าเบื้องบนมาติดต่อกับมนุษย์สมัยก่อนเพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความรู้แก่พวกเขา โดยภาพศิลปะโบราณนั้นปรากฏอยู่ทั่วโลก เช่น ภาพเขียนที่ทะเลทราย ซาฮาร่า อายุประมาณ 6,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช มีภาพวาดหนึ่งที่คล้ายจานบินและมนุษย์ต่างดาว, ศิลปะสกัดหินแห่งหุบเขาคาโมนิคา ภาพวาดคล้ายมนุษย์อวกาศ มีความเก่าแก่ประมาณ 10,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ส่วนในภาพเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดตามผนังของชนเผ่าอบอริจินที่เมือง Kimberly อายุประมาณ 5,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ที่เป็นภาพเหล่ามนุษย์แปลกๆ ที่ดูแล้วไม่ใช้มนุษย์ แต่เหมือนมนุษย์ต่างดาวมากกว่า ในขณะที่ฝ่ายค้านจานบินบอกว่าภาพเหล่านี้น่าจะเป็นภาพเทพเจ้าตามความเชื่อของคนโบราณมากกว่า
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 8:57:00
พิมพ์
แจ้งลบ IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 1
|
|
|
 |
9.Egyptian Carvings มีหลักฐานชัดเจนว่ามีเทคโนโลยีสูงสุดในยุคโบราณที่ปรากฏในภาพเกาะสลักในจารึกในอียิปต์ บางภาพดูเหมือนเฮลิคอปเตอร์, จานบิน, เครื่องบินเจ็ท หรือแม้กระทั้งหลอดไฟฟ้าที่ค้นพบในวิหารเดนเดรา ซึ่งชาวอียิปต์โบราณได้สลักภาพที่ดูเหมือนหลอดไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้กล่าวถึงวรรณกรรมในอียิปต์แต่อย่างใด ส่วนภาพที่เห็นนั้น คือ คานติดเพดานอายุกว่า 3000 ปี ในวิหารอาบิดอส โบราณทางใต้ของไคโร ของอียิปต์ บริเวณที่ราบสูงกิซา มีภาพประติมากรรมยานลึกลับปรากฏอยู่
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 8:58:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 2
|
|
|
 |
Nazca Lines ไกลออกไปในที่ราบสูงซึ่งเป็นที่ทะเลทรายนาซคา ในภาคใต้ของเปรู ได้มีลายเส้นเครื่องหมายหรืออาจเป็นสัญลักษณ์บางสิ่งบางอย่าง ปรากฏขึ้นอย่างดาษดื่นทั่วไปกินเนื้อที่หลายร้อยตารางไมล์ แต่ส่วนใหญ่พบอยู่ในระหว่างเมืองนาซคากับเมืองปัลปา ลักษณะมีการขีดเน้นอย่างจงใจและประณีต ขนาดใหญ่โตถึง 200เมตร และรูปทั้งหมดครอบคลุมเนื้อที่กว่า 500 ตารางกิโลเมตร ท้าทายแดด ลม ฝน เป็นเวลากว่าสองพันปี ลายเส้นเหล่านี้นิยมเรียกกันว่า "นาซคาไลน์" นาซคาไลน์ มีหลายรูปแบบ ชนิดที่เป็นทรงเรขาคณิตก็มี ทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมคางหมู วงกลมเส้นหยัก เส้นแคบ ยาวกว่า 5 ไมล์ นอกจากนั้นยังมีรูปนก สัตว์เลื้อยคลาน ปลาวาฬ ลิง แมงมุม นกฮัมมิ่งเบิร์ด (ทั้งๆที่เปรูไม่มีนกชนิดนี้) บางภาพก็คล้าย เครื่องปั้นดินเผาโบราณของชาวเมืองนาซคาที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเล นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นงานของชาวเมืองนี้อายุลานเส้นสันนิษฐานว่าตกอยู่ในยุค 100 ปี ก่อนคริสตศักราชถึงคริสตศักราช นาซคาไลน์ แม้จะดูทำขึ้นแบบง่ายๆ แต่คำนวณแล้วว่าต้องใช้เวลามาก ไม่ว่าจะเป็นการเกลี่ยหินหน้าทรายการจัดแนวหินให้เป็นเส้นตรง และค่อนข้างชัดเจนว่าภาพเหล่านี้จงใจสร้างขึ้นเพื่อให้มองจากท้องฟ้า การออกแบบหาไอเดียเพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศ ซึ่งไม่มีฝนตกเลย อย่างน้อยก็พันปีมาแล้ว มีการเดาไปต่างๆ นานา บ้างว่าเป็นถนนก่อนประวัติศาสตร์ ฟาร์ม สนาม ยานอวกาศ เครื่องหมายหรือสัญญาณบอกเรื่องราวแก่สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า เช่น มนุษย์ต่างดาว หรือพระเจ้าในความเชื่อถือทางศาสนา แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครรู้จริง นอกจากจะสันนิษฐานว่าเป็นผลงานทางศิลปะของอินเดียนแดงโบราณ
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 8:58:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 3
|
|
|
 |
7.Antikythera Mechanism มีสิ่งประดิษฐ์อย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่พิสูจน์ว่า อารยธรรมหนึ่งในโลกโบราณเป็นเจ้าของเทคนิคที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คาดถึงมาก่อน มันถูกพบในทะเลนอก เกาะแอนติไกเธอร่า เป็นเกาะเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของครีท มันจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า มันถูกค้นพบจากเรือที่อับปางลำหนึ่งที่ถูกค้นพบในปี 1900 การค้นพบในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลกรีกยืนมาช่วยเหลือ(กรีกกับกริซเป็นคนละประเทศนะครับ ขอบอกไว้ก่อน)ได้ยื่นมือกู้สมบัติ กว่าจะกู้หมดใช้เวลา 9 เดือน พวกเขาก็นำเอารูปปั้นหินอ่อนและบรอนซ์ขึ้นมา และนำพวกมันไปยังพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติในกรุงเอเธนส์ เพื่อทำความสะอาดและบูรณะ พนักงานของพิพิธภัณฑ์ตื่นตาตื่นใจในความงามและปริมาณที่มีอยู่มากมายของสิ่งของ ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ก่อนที่จะมีใครมองดูซากบรอนซ์ที่ผุกร่อนสองสามชิ้นที่ถูกค้นพบมาพร้อมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1902 นักโบราณคดีชั้นนำผู้หนึ่ง คือ วาเลอริออส สตาอิสได้ตรวจพบมันในที่สุด เขาสังเกตเห็นสมบัติที่งมขึ้นมีชิ้นเดียวที่ถูกละเลยกองรวมรูปหล่อบรอนซ์และรูปสลักหินอ่อนไม่สมบูรณ์อื่นๆ แถวรูปร่างของมันคล้ายนาฬิกามีโครงร่างซี่ล้อผุพัง ใ แต่ชิ้นที่น่าสนใจที่สุดของทั้งหมดคือเครื่องจักรกลที่รวบรวมระบบฟันเฟืองที่แตกต่างกันโดยอย่างสิ้นเชิง นี่ เพราะตามประวัติศาสตร์ได้มีการคิดระบบฟันเฟืองที่ซับซ้อนถึงเช่นนี้ปรากฏเป็นครั้งแรก ในตัวเรือนนาฬิกาที่สร้างขึ้นในปี 1575 ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นล้อฟันเฟืองของจานกลุ่มดาว ซึ่งนักดาราศาสตร์ใช้ในการวัดการขึ้นของดวงอาทิตย์ - เลอริออสได้ประกาศสิ่งที่เขาพบว่านี้คือเครื่องกลไกทางดาราศาสตร์โบราณ แต่ก็มีการโต้เถียงในเวลาต่อมา เพราะหลายคนไม่เชื่อว่าคนสมัยก่อนไม่น่าจะมีหัวคิดในเรื่องกลไกลสลับซับซ้อนแบบนี้ได้ แม้จะเก่งเรื่องคณิตศาสตร์ก็ตาม - ไม่มีใครรู้ว่าเครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่าใช้อย่างไร หรือมันไปทำอะไรในเรือที่บรรทุกรูปปั้น แต่ตัวของไพรส์คิดว่ามันอาจเป็นตัวแทนของจักรวาลเป็นงานศิลปมากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เขายังเชื่อว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดเทคนิคการติดตั้งเฟืองที่ตกทอดให้แก่คนรุ่นหลัง จากกรีก โบราณให้กับผู้รับช่วงชาวมุสลิม และท้ายที่สุดก็ออกดอกออกผลมาเป็นนาฬิกาทางดาราศาสตร์ของชาวยุโรปผู้ยิ่งใหญ่ในยุคกลาง และเครื่องจักรกลแอนดิคีเธอร่าต้องจัดให้เป็นอย่างที่ไพรส์กล่าวว่า "เป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมพื้นฐานทางด้านเครื่องจักรกลทางเวลาทั้งหมด" - อย่างไรก็ตามการค้นพบ เครื่องจักรกลแอนติไกเธอร่า (Antikythera Machine) นั้นเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญชิ้นแรก ที่จุดประกายให้มีการลบล้างความเข้าใจดั้งเดิมที่เชื่อๆ กันว่าคนโบราณนั้นฉลาดเหลือเชื่อ(หรือเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาวกันแน่)
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 8:59:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 4
|
|
|
 |
6.Saqqara Bird ถูกค้นพบเมื่อปี 1898 ในสุสานใกล้กับเมืองกีซาซึ่งถูกประมาณการว่าสร้างเมื่อ 200 ปี ก่อนคริสตกาล (บางเอกสารจะกล่าวว่า 2000 ปี (แต่บางคนบอกว่า 200 ปี) โดยเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมนักบินอวกาศยุคโบราณ) โดยรูปร่างสิ่งนั้นเหมือนเครื่องบินยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ปัจจุบันหลักฐานชิ้นนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงไคโร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การบินชี้ว่าทรวดทรงและองศาของปีกตรงตามหลักการทำปีกเครื่องบิน และยังมีผู้กล่าวด้วยว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด (ในเวลานั้น) ซึ่งดีไซน์โดยนาซ่ามีความคล้ายคลึงกับโมเดลดังกล่าวนี้มาก ส่วนคนค้านก็ว่าว่า “มันเป็นนกไม่ใช่เครื่องบิน” หากแต่สังเกตดีๆ สิ่งนั้นไม่มีขาและองศาของปีกนั้นไม่เหมือนกับนก อีกทั้งการออกแบบเหมือนเครื่องบินกำลังยกเครื่อง โดยปัจจุบันเชื่อว่าเป็นศิลปวัตถุทางศาสนา ไม่ก็ของเล่นของเด็กสมัยก่อน
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:00:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 5
|
|
|
 |
Dogu โดกุเป็นรูปปั้นประหลาด เริ่มผลิตในสมัยโชมอน ตอนปลาย (ของญี่ปุ่น) รูปแกะสลักดังกล่าวเป็นงานหยาบๆ และง่ายๆ โดยการเกลาไม้ให้เป็นรูปร่างคร่าวๆ มีตา จมูก ปาก แขน และขา แต่ประหลาดนิดหน่อยคือมี ศีรษะใหญ่ผิดปกติ ลำตัวและแขนบิดเบี้ยวผิดไปจากธรรมชาติ และสวมเครื่องแต่งกายโบราณเท่านั้น (ไม่นิดหน่อยแล้ว) - ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า บริเวณดวงตาโดกุก็มีดวงตากลมโตยื่นออกมาเป็นรูตรงกลาง(บางตัวมีรูปสี่ เหลี่ยมผืนผ้า) และชุดโบราณนั้นก็คล้ายกับชุดอวกาศ เหมือนมนุษย์ต่างดาวไม่มีผิด! ส่วนคนค้านก็บอกว่าดวงตากลมนั้นอาจจะเป็นแว่นกันหิมะเหมือนชาว เอลกิโมก็ได้ ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะสมัยก่อนญี่ปุ่นมีหิมะเยอะอยู่แล้ว - ในอเมริกาก็มีผู้เชียวชาญมาตรวจสอบเหมือนกัน และให้ความเห็นแบบง่ายๆ ว่า "ถ้าเสื้อโบราณนี้เป็นเสื้ออวกาศละก็จะเป็นชุดที่มีความสมบูรณ์แบบชุดหนึ่ง ส่วนมัสซึมูระ และซีซิกส์ นักโบราณคดี คิดว่าประชากรชาวญี่ปุ่นน่าจะเลียนแบบอะไรสักอย่าง โดยชุดนี้อาจใช้ในการสู้รบกับอะไรสักอย่างที่เกินมนุษย์อย่างเราเข้าใจกัน เพราะมีการสวมถุงมือและถุงเท้าเข้ากับชุดดังกล่าว ถุงมือที่ตัดนั้นจะสวมพอดีกับแขนโดยมีห่วงกลมคอยรัดเอาไว้ ส่วนแว่นตานั้นก็สามารถเปิดหรือปิดก็ได้ ด้านข้างลำตัวจะมีคานติดอยู่ บางทีอาจะมีไว้สำหรับเคลื่อนทีในขณะที่มงกุฎที่อยู่บนหมวกเหล็กนั้นก็อาจจะ เป็นเสาอวกาศ และชุดที่ออกแบบแบบนี้อาจใช้ในสภาพเหมาะสมกับการควบคุมความดันโดยอัตโนมัติ ก็ได้"(ว่าไปนั่น)" - ตุ๊กตาโดกุได้เชื่อมโยงกับ เทพเจ้าฮิโตโคโตนูชิ เป็นเทพที่มาเยือนมนุษยืเพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักวิทยาการต่างๆ และสอนให้มนุษย์รู้จักสร้างอาวุธและใช้อาวุธด้วย เทพฮิโตโคโตนูชิ เป็นเทพในชุดโชมอน อยู่ในชุดแต่งกายของชุดมนุษย์โบราณ และถืออาวุธที่ไม่มีอยู่บนโลกใบนี้ และมีหมวกเหล็กสวมบนศีรษะอีก เหมือนพระเจ้าจากอวกาศไม่มีผิด! และตุ๊กตาโดกุนี้ไม่ได้มี จุดเดียวที่ถูกค้นพบ แต่ตุ๊กตาแกะสลักเหล่านี้ถูกค้นพบเกือบทั่วญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น อำเภอคาเมกาโอกะ อาโอโมริ และ มิยูกิ แถบ โตโฮกุและคันโต และอีกหลายตำบลในบริเวณนั้น
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:00:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 6
|
|
|
 |
4.Crop Circles ครอปเซอร์เคิล เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงรูปแบบพืช(ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง) ที่ล้มลง จนกลายเป็นรูปทรงโดยรวมที่ออกมา เมื่อมองจากมุมสูงจะพบเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน สวยงาม นอกจากนี้มีปรากฏการณ์แปลกๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย เช่น มีลูกบอลเรืองแสงที่มีสีสันจากความร้อนได้เกิดขึ้นก่อนการเกิด ครอปเซอร์เคิล ในบางโอกาสมีลำแสงพุ่งลงมายังท้องทุ่ง และต้นพืชที่ล้มลงก้านนั้นจะไม่หักเลยทีเดียวแต่จะงอไปทางขวา ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1678 ที่เฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ อังกฤษและในทศวรรษที่ 1980 ได้มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลมากขึ้นไปทั่วโลก ไม่มีใครอธิบายได้ว่าใครหรืออะไรทำให้มันเกิดขึ้น จนมันนำไปสู่ทฤษฎีแรกคือร่องรอยการลงจอดของยานจากต่างดาว แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ยังเป็นที่คลางแคลงใจเพราะไม่มีใครเห็นร่องรอยของรถ หรือรอยเท้าคน แม้กระทั่งขี้บุหรี่และสิ่งของต่างๆตกอยู่เพื่อให้เก็บเป็นหลักฐานในบริเวณนั้นเลย หากนี่คือฝีมือมนุษย์จริงๆ คนทำงานกลุ่มนี้ต้องมีความรอบคอบมากที่จะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ให้สืบค้นแม้แต่น้อย นอกจากนี้มีคนเสนอทฤษฎีว่า ครอปเซอร์เคิลเกิดจากความผิดปกติของอากาศที่เขาเรียกว่า Plasma Vortex ทำให้เกิดลมหมุนวนในระดับสูงแล้วเคลื่อนตัวลงสู่พื้นทำให้พืชแบนราบ
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:01:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 7
|
|
|
 |
3.Norwegian Spiral ในเดือนธันวาคม 2009 ทางภาคเหนือของนอร์เวย์ มีปรากฏการณ์หนึ่งที่ยากจะหาคำตอบได้นั่นก็คือบนท้องฟ้าปรากฏลำแสงลึกลับ รูปเกลียววงใหญ่ชนิดใหญ่มาก มีสีฟ้าอ่อน ส่งผลให้เกิดกลุ่มเมฆ กลุ่มควันเป็นรูปใยแมงมุมขนาดใหญ่บนท้องฟ้า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอยู่นาน 2-3 นาทีก่อนที่จะหายไป โดยพวกยูเอฟโอเชื่อว่ามันเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาว แถมมีการเสริมว่า มนุษย์ต่างดาววาร์ปมาขัดขวางการรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่กำลังจะมาถึงนี้ของนายบารัค โอบาม่าด้วย ในขณะที่ฝ่ายค้านเชื่อว่ามันเป็นจรวดมิสไซล์ที่ถูกยิงมาจากเรือของรัสเซีย แต่ระเบิดเกิดผิดพลาด มันเสียสมดุลและหมุนวนในอากาศจนทำให้เกิดควันเป็นวงกลมรูปใยแมงมุมดังกล่าว บ้างก็ว่าเป็นการทดลองของ HAARP จาก Project Blue Beam
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:02:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 8
|
|
|
 |
2.Stonehenge สโตนเฮนจ์ เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณ เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาล์โบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว - มีผู้สันนิษฐานถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างสโตนเฮนจ์กันหลายประเด็น แต่ประเด็นที่ดูจะได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ พิธีกรรมทางศาสนาของหรือดาราศาสตร์ ใช้ในการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา เป็นต้น
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:03:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 9
|
|
|
 |
อรุณสวัสดิ์ครับ พี่หมอ ................................................ คนนี้ ก็มนุษย์ต่างดาว นะครับ
ชิตชัย
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:05:00 IP = 223.206.138.152
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 10
|
|
|
 |
1.Pyramids of Giza มีผู้เชื่อว่าเอเลี่ยนโบราณได้เคยทิ้งอนุสรณ์เอาไว้บนโลก และอนุสรณ์ที่โด่งดังที่สุดก็คือ...ใช่แล้ว พีระมิด สิ่งก่อสร้างใหญ่โตโอฬาร ซึ่งแม้พีระมิดที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดจะอยู่ที่อียิปต์ แต่จริงๆแล้วพีระมิดถูกสร้างขึ้นจำนวนมาก มาย กระจายไปทั่วโลก เช่น ในเม็กซิโก กรีซ จีน ฯลฯ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนโบราณบนโลกเรานี้ หลายๆพื้นที่จะคิดได้เหมือนกัน ทั้งๆที่สมัยก่อนโน้นเมื่อ 3-5 พันปีก่อน ยังไม่มีการเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกสบายเหมือนตอนนี้ การถ่ายทอดวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องยาก แต่พีระมิดก็เกิดขึ้นแทบจะทั่วโลก และน่าทึ่งด้วยเทคโนโลยีการตัด และเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ รูปทรงที่สมมาตร แถมพีระมิดบางแห่งยัง "ซ่อน" ความลับด้านวิทยาการเอาไว้อย่างน่าประหลาดใจ - พีระมิดเห่งเมืองกีซ่า (เมืองกีเซห์) ตั้งอยู่ ณ เมืองกีเซ่ห์ ประเทศอียิปต์ โดยมีกษัตริย์คีออปส์ หรือคูฟู กษัตริย์คาเฟร และกษัตริย์คูเร เป็นผู้สร้าง ประมาณ 4,500 ปีมาแล้ว เป็นที่บรรจุพระบรมศพของกษัตริย์คีออปส์ หรือ คูฟู พีระมิดแห่งนี้เดิมสูง 481.4 ฟุต แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 450 ฟุต ฐานกว้าง 768 ฟุต ใช้หินทรายตัดเป็นแท่งรูปสามเหลี่ยมหนักประมาณก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน โดยการนำเอามาซ้อนกันขึ้นไปเป็นทรงกรวย เชื่อกันว่าพีระมิดองค์นี้จะทนแดดทนฝนอยู่ได้อีกนานกว่า 5,000 ปี และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีอายุยืนยาวมาจนถึง ปัจจุบัน - คนที่เชื่อทฤษฏีนักบินอวกาศโบราณเชื่อว่าพีระมิดแห่งกีซาสร้างโดยมนุษย์ต่างดาว แต่อย่างไรก็ดีพวกเขาก็ยังหาหลักฐาน ที่เป็นที่มีเหตุผลเพียงพอไม่ได้ ข้อพิสูจน์ที่ว่าพีระมิดแห่งกีซาทั้งสามหันไปทางยังเข็มขัดโอไรออนซึ่ง เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของมนุษย์ต่างดาวที่เคยมาเยือนโลกในสมัยโบราณนั้นยังคงเป็นได้เพียงสมมติฐานเท่านั้น โดยมีตำนานเล่าว่า นานมาแล้วนักบินอวกาศจากดวงดาวอันไกลโพ้นได้มาถึงโลกของเรา ปักหลักอยู่อาศัย ได้พบปะมนุษย์โลก และถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้ จนกลายเป็นพีระมิดในที่ต่างๆ ซึ่งเกิดการตีความกันไปในหลายทางว่า ความหมายที่แท้จริงของพีระมิดคืออะไรกันแน่ บางคนบอกว่า เป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ ในขณะที่บางคนก็บอกว่าเป็นจุดสังเกตสำหรับยานอวกาศเวลาขึ้นลง
เครดิต Toptenthailand.com
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:06:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 12
|
|
|
 |
ชิตชัย สวัสดีครับ แสดงว่าต่างดาวนี่หญ้าก็รกเหมือนบ้านเรานะ อิอิ
tony-stark สวัสดีครับเข้ามาอ่านมาแจมแสดงความคิดเห็นได้ครับ
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:24:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 13
|
|
|
ชอบจ้า..
aveo
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:24:00 IP = 101.108.182.152
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 14
|
|
|
 |
และนี่เป็นอีกข้อสัญนิฐานหนึ่งครับ ......................
รู้แล้ว สโตนเฮนจ์ มีไว้ทำไม
สงสัยกันมาตั้งนานว่า บรรพบุรุษของคนบนดินแดนอังกฤษสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมาทำไม ในที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงและดนตรีจากมหาวิทยาลัยฮัดเดอร์ฟิลด์ค้นพบว่า แท่งหินมหึมาที่ตั้งตระหง่านเป็นวงกลมเหนือเนินดินสามารถสะท้อนเสียงได้อย่างวิเศษ
อย่างที่หลายคนพอรู้มาบ้างแล้วว่า สโตนเฮนจ์เป็นชุมนุมของผู้ศรัทธาทางศาสนาพิธีกรรมในสมัยก่อน เมื่อมาถึงแล้วก็ชักชวนกันร้องเพลงสวดสไตล์แซมบ้า และเจ้าแท่งหินขนาดใหญ่กลุ่มนี้สามารถสะท้อนเสียงเพลงสวดได้ดีเสียด้วยซิ เหมาะที่จะนั่งล้อมวงฟังมนตราแพร่พลังจิต
อันดับแรก รูเพิร์ต ทิล นักวิจัยชาวอังกฤษและเพื่อนร่วมทีมใช้คอมพิวเตอร์จำลองคาดการณ์รูปแบบของเสียงสะท้อน ด้วยอยากรู้ว่าถ้าสโตนเฮนจ์ยังคงสมบูรณ์แบบเหมือน 5,000 ปีที่แล้ว มันจะสะท้อนเสียงได้อย่างที่คิดหรือเปล่า แต่หากจะทดลองกับสภาพของสโตนเฮนจ์ในปัจจุบันซึ่งพังลงมาบางส่วนอาจทำให้การทดลองคลาดเคลื่อนได้
สุดท้ายเลยชวนกันเดินทางไปเยือนสโตนเฮนจ์จำลองขนาดเท่าของจริงที่เมย์ฮิลล์ กรุงวอชิงตัน ซึ่งจำลองไว้เป็นอนุสรณ์สงคราม และปรับปรุงให้หินทุกก้อนวางเรียงกันในสภาพสมบูรณ์ น่าจะช่วยให้ผลทดสอบด้านเสียงสมบูรณ์แบบกว่า
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:28:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 15
|
|
|
 |
aveo ขอบคุณครับ .................................................
ทีมวิจัยใช้ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเปรียบเทียบกับผลที่ได้จากการใช้คอมพิวเตอร์จำลองแบบ และการทดสอบกับแบบจำลองสโตนเฮนจ์ จนได้เสียงตัวอย่างที่คาดว่าน่าจะสะท้อนมาจากกลุ่มหิน เสียงสะท้อนที่ได้เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า สถานที่แห่งนี้ต้องมีดนตรีบรรเลง นักวิจัยคาดว่าดนตรีที่เล่นกันบริเวณสโตนเฮนจ์คงเป็นเพลงที่มีจังหวะธรรมดาซ้ำๆ และให้สะท้อนก้องอยู่ในบริเวณนั้น
"จังหวะที่เล่นน่าจะเป็นจังหวะ 160 เคาะต่อนาที ค่อนข้างเร็ว มันน่าสนใจที่พวกเขาใช้เพลงจังหวะเร็วเหมือนแซมบ้าสำหรับเพลงสวด ถือเป็นจังหวะเร็วที่สุดสำหรับดนตรี และยังเป็นจังหวะเร็วที่สุดของการเต้นของหัวใจ เหมือนกับคนที่ออกกำลังกายมาอย่างหนัก หรือเต้นรำส่ายสะบัดเต็มที่" ทิล กล่าว
นักโบราณคดีทุ่มเถียงกันมานานแล้วว่า สโตนเฮนจ์ สถานที่ก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่และยุคทองแดง ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายใดกันแน่ สุดท้ายเหลือสองทฤษฎีหลักที่เข้าเค้ามากที่สุด ทฤษฎีแรกคือใช้เป็นสถานที่รักษา อีกทฤษฎีเชื่อว่าเป็นที่เผาศพ ทั้งสองทฤษฎีล้วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทั้งสิ้น และพิธีกรรมส่วนใหญ่มักมีดนตรีประกอบเสมอ
เสกวัตถุลอยตัวด้วยควอนตัมฟิสิกส์
ไม่ใช่มายากลของเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ แต่นักวิทยาศาสตร์สหรัฐพบวิธีบังคับวัตถุขนาดเล็กให้ "ลอยตัว" โดยอาศัยแรงมหัศจรรย์ของกลศาสตร์ควอนตัม และอาจเป็นกลวิธีนำมาใช้สร้างเครื่องจักรกลระดับนาโน
ทีมวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติในสหรัฐ ศึกษาแรงที่กระทำในระดับโมเลกุล โดยนำโมเลกุลที่ออกแรงผลักกันมาประกอบกัน แรงผลักที่เกิดขึ้นทำให้วัตถุลอยตัว และทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์จิ๋วเคลื่อนไหวโดยปราศจากแรงเสียดสีอย่างสิ้นเชิง
เฟเดอริโก คาปัสโซ นักฟิสิกส์ประยุกต์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แมสซาชูเซตส์ ตีพิมพ์งานวิจัยลงวารสารเนเจอร์ฉบับล่าสุด เชื่อว่า การค้นหาแรงรูปแบบดังกล่าว เปิดทางให้การพัฒนาอุปกรณ์จิ๋วชนิดใหม่
แม้ว่าทีมวิจัยยังไม่ได้ลงมือทดลองยกวัตถุลอยตัวให้เห็น อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ทราบวิธีปฏิบัติ และมั่นใจว่าสำเร็จแน่นอน การค้นพบดังกล่าวได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว
"หากลดแรงเสียดสีที่เกิดจากการเคลื่อนไหว และลดการสึกหรอของชิ้นส่วนได้ มันจะเป็นเทคนิคใหม่ซึ่งว่ากันตามทฤษฎีแล้ว จะช่วยปรับปรุงการทำงานของเครื่องจักรกลขนาดเล็กระดับไมครอน หรือเล็กระดับโมเลกุลด้วยซ้ำ" ดร.ฮวน อเล็กซานเดอร์ จากสถาบันสุขภาพเด็กและมนุษย์ สังกัดสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (เอ็นไอเอช) กล่าว
เทคโนโลยีกลศาสตร์นาโนถูกจับตามองว่า เป็นเทคโนโลยีช่วยปรับปรุงงานวิจัยด้านการแพทย์ และสาขาอื่น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของโมเลกุล และการนำโมเลกุลมาประกอบกันเป็นพื้นฐานของการประดิษฐ์เครื่องจักรกลจิ๋ว เพื่อใช้งานด้านการผ่าตัด การผลิตอาหารและเชื้อเพลิง ตลอดจนยังช่วยให้คอมพิวเตอร์ทำงานประมวลผลรวดเร็วขึ้น
เบื้องหลังการค้นพบดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความรู้ด้าน "กลศาสตร์ฟิสิกส์" หรือกฎเกณฑ์ที่ควบคุมพฤติกรรมของอนุภาคขนาดเล็กที่สุดของสสาร
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:30:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 16
|
|
|
 |
เบื้องหลังการค้นพบดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความรู้ด้าน "กลศาสตร์ฟิสิกส์" หรือกฎเกณฑ์ที่ควบคุมพฤติกรรมของอนุภาคขนาดเล็กที่สุดของสสาร
การค้นพบล่าสุดเป็นงานวิจัยต่อเนื่องจากสมัยที่คาปัสโซ เป็นรองประธานการวิจัยด้านฟิสิกส์ที่เบลล์แล็บ หน่วยวิจัยของบริษัท ลูเซนท์ เทคโนโลยี ซึ่งหลังจากควบรวมกิจการเปลี่ยนชื่อเป็น อัลคาเทล-ลูเซนท์
"มันเริ่มจากที่ผมลองคิดดูว่า จะเอาแรงในทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมที่น่าทึ่ง มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร" คาปัสโซ กล่าว
ก่อนหน้านั้น เบลล์แล็บพยายามหาวิธีพัฒนาอุปกรณ์ชนิดใหม่ที่เรียกว่า เครื่องจักรจุลอิเล็กทรอนิกส์ หรือปัจจุบันรู้จักกันในวงการว่า "เมมส์" (MEMS) เป็นเทคโนโลยีที่ปรากฏอยู่ในเซ็นเซอร์ถุงลมนิรภัยของรถยนต์ เพื่อวัดระดับการลดความเร็วที่ผิดปกติของรถ ซึ่งอาจเกิดจากการชน เมมส์ยังใช้ประโยชน์ด้านอื่นอีกมากมาย เช่น เซ็นเซอร์วัดแรงดันโลหิตเส้นเลือดหัวใจ
เขารู้ดีว่า อุปกรณ์ในอนาคตจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนอาจตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า "แรงคาสซิเมียร์" เป็นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นเมื่อพื้นผิวโลหะขนาดเล็กสัมผัสกันใกล้ชิดมาก จนทำให้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวขยับไม่ได้ ต่อมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียพบว่า แรงดึงดูดที่เกิดขึ้นอาจพลิกกลับให้เป็นแรงผลักได้ หากนำสสารบางอย่างมาผสมเข้ากัน
ในการทดลอง คาปัสโซและทีมงาน จุ่มลูกโลหะชุบทองลงในของเหลวชนิดหนึ่ง และวัดแรงกระทำที่เกิดขึ้นขณะที่ลูกโลหะเริ่มดูดกับแผ่นโลหะที่เตรียมไว้ แต่เมื่อวางกับแผ่นซิลิก้ากลับผลักออก ซึ่งเขามีแผนทดลองทำให้ลูกโลหะลอยตัวไว้แล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:31:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 17
|
|
|
เป้นเรื่องวิทยาศาสตร์2เรื่องรวมกันอยู่นะครับ
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:34:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 18
|
|
|
นครวัด แห่งเขมรไม่ติดอันดับด้วยหรือครับ
patriotthai1 18 ธ.ค. 55
เวลา 9:40:00 IP = 115.67.39.72
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 19
|
|
|
 |
patriotthai1 สวัสดีครับ นครวัด ของเขมรติดอันดับสิ่งมหัสจรรย์ของโลกสร้างโดยเจ้าสุริยวรมัน ครับ ไม่เกี่ยวกับมนุษต่างดาว
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:54:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 20
|
|
|
 |
นครวัด สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในรัชสมัย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์อยู่ในช่วง พ.ศ. 1650-1693 ซึ่งขณะนั้นศาสนาพราหมณ์ นิกายไวษณพนิกาย (นับถือ พระวิษณุเป็นใหญ่) กำลัง รุ่งเรืองอยู่ในอาณาจักรขอมพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 จึงโปรดให้สร้างนครวัด เพื่อบูชาพระวิษณุ นอกจากนั้นแล้ว ก็เพื่อให้เป็นที่ เก็บพระศพของพระองค์ เมื่อยามสิ้นพระชนม์แล้วด้วย ดังนั้น นครวัด จึงแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออก ตามธรรมเนียมของขอม จะมีการตั้งพระนามใหม่ ถวายกับกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 นั้นมีพระนามหลังสิ้นพระชนม์ว่า "บรมวิษณุ" นครวัด จึงมีอีกชื่อว่า "บรมวิษณุมหาปราสาท
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 9:55:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 21
|
|
|
ชอบนครวัดคับผม
ปัดติโถ่
18 ธ.ค. 55
เวลา 10:05:00 IP = 183.88.72.49
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 22
|
|
|
สวัสดีครับ
The_guitar
18 ธ.ค. 55
เวลา 10:24:00 IP = 210.118.108.254
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 23
|
|
|
 |
ปัดติโถ่ วันหลังจะเอาเรื่องนครธม นครวัดมาลงแบบเต็มๆครับ
The_guitar สวัสดีครับช่วงนี้บอร์ดร้อนเป็นไฟเลยนะครับ
top2513
18 ธ.ค. 55
เวลา 10:40:00 IP = 125.26.18.6
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 24
|
|
|
เริ่มสงบแล้วครับ หมอท๊อบ คงเงียบเหงาสักพัก เดี๋ยวก็ชินครับ^^
The_guitar
18 ธ.ค. 55
เวลา 10:44:00 IP = 210.118.108.254
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 27
|
|
|
ยังไงก็นึกไม่ออก ว่าสมัยนั้น สร้างกันได้อย่างไร ผมว่า มันน่าจะทำยากกว่า สโตน เฮด นะครับ
patriotthai1 18 ธ.ค. 55
เวลา 11:22:00 IP = 115.67.39.72
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 30
|
|
|
คราวหน้าขอเรื่อง จานบินลักพาตัวนะครับ ฮี่ๆๆๆ อ๊อด อ๊อด...
BOON BOON!
18 ธ.ค. 55
เวลา 14:45:00 IP = 180.183.157.250
สมาชิกแบบพิเศษ
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 31
|
|
|
คำตอบที่ 29 5555555+
loanstar_man
18 ธ.ค. 55
เวลา 15:23:00 IP = 49.49.132.117
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 32
|
|
|
เพิ่งดูmission to mars เมื่อคืนพอดีเลย
811
18 ธ.ค. 55
เวลา 15:39:00 IP = 124.121.209.58
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 33
|
|
|
like
sodiax
19 ธ.ค. 55
เวลา 3:58:00 IP = 110.49.249.210
|
|
|
 |
|
 |
 |
|
 |
|
คำตอบที่ 34
|
|
|
แปะจ้ะ
นาด
19 ธ.ค. 55
เวลา 8:51:00 IP = 58.11.116.167
|
|
|
 |
|
 |
|