Main Menu
 Home หน้าแรก
 login / สมาชิก
 BuyerBook
 รายการ TV
  คอร์ด / เนื้อเพลง
  วีดีโอ คลิป
  Webboard
  Classifieds
  ข่าวสารดนตรี
  Review & ทดสอบ
  งานคอนเสิร์ต
  บทความดนตรี
  Cools Links
  Artist Gear
 
  About Us

 Music News :     ประจำวันที่ 8 กพ. 06    8 ก.พ. 49    
ได้รับความเอื้อเฟื้อแผ่น CD จาก Universal Music, Warner Music, EMI, Sony BMG, Platinum, United Home Entertainment,Virtuoso, Smallroom, S.stack กีตาร์ไทยขอขอบพระคุณอย่างสูง



Artist : Jack Johnson and Friends
Title : A Weekend At The Greek / Jack Johnson Live In Japan
Type : DVD Concert (2 Disc)
Label : Universal Music

ท่ามกลางยุคสมัยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายต่างๆ นาๆ ที่รุมเข้ามา การใช้ชีวิตที่เร่งรีบดิ้นรนของสังคม การจะหามุมสงบให้กับตัวเองนั้นก็ดูจะหายากเสียเหลือเกิน แต่สำหรับชายนามว่า Jack Johnson นั้นทุกอย่างรอบตัวเขาช่างดูดีและมีคุณค่าอยู่เสมอ ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไรและหันเขาสู่ความเรียบง่าย เพียงแต่อยู่และทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็คงเพียงพอแล้ว และเคยมีคำพูดที่เคยบอกไว้ว่า การใช้ชีวิตกับดนตรี,กีฬาและเสียงหัวเราะ เท่านี้ก็ทำให้ชีวิตอยู่ได้อีกเป็นร้อยปีแล้ว คำกล่าวคำนี้น่าจะเป็นอะไรที่ตรงกับสิ่งที่ Jack เป็นอยู่ ทั้งหมดที่กล่าวมานี่คุณจะได้เห็นจากในดีวีดีชุดนี้ที่มีความยาวกว่า 2 ช.ม.ด้วยกัน

ดีวีดีชุดนี้แบ่งเป็น 2 แผ่น โดยทั้งคู่เป็นจากการบันทึกการแสดงสดทั้งคู่แต่แตกต่างกันที่สถานที่และช่วงเวลาเท่านั้นเอง แผ่นแรกเป็นการบันทึกภาพจาก คอนเสิร์ตใน กรีซ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่อยู่ในช่วงอัลบั้ม In Between Dreams และอีกแผ่นเป็นคอนเสิร์ตที่เล่นในญี่ปุ่นในช่วงอัลบั้ม On And On ซึ่งเป็นอัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างยิ่ง

ทั้งสองคอนเสิร์ตนั้นไม่อาจบอกได้เลยครับว่า Jack เล่นที่ไหนดีกว่ากัน เพราะทั้งเพลงและฟิลการเล่นของ Jack นั้นเล่นออกมาได้ดีทั้งคู่เลย แต่ถ้าบอกว่าที่ไหนสนุกกว่าก็คงต้องเป็น ที่กริซครับ เพราะความแตกต่างอยู่ที่คนดูเท่านั้นเอง คนในญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะนิ่ง อารมณ์เหมือนไม่สนุกแต่ในทางกลับกันแววตานั้นบ่งบอกถึงความสนุกอย่างเต็มที่ และอาจจะเป็นเพราะเพลงมีเนื้อเป็นภาษาอังกฤษด้วยก็เลยทำให้ยากต่อการร้องตาม แต่คนดูในกรีซนั้นต่างกันริบลับไม่ว่า Jack จะเล่นเพลงอะไร ออกมาทุกคนต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันนับแต่เพลงแรกอย่าง Never Know ขึ้นมายันเพลงสุดท้าย ก็เลยดูสนุกกว่า นั้นอาจจหมายถึงเชื้อชาติและวัฒนธรรมร่วมถึงภาษาที่ใกล้เคียงกันเลยทำให้อินกับบทเพลงมากกว่า เวทีก็จัดง่ายๆแต่ดูดีมาก และอันหนึ่งที่อยากจะพูดเป็นพิเศษก็คือการเล่นกีต้าร์ของเขานั้นเล่นออกมาได้ฟิลที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ทั้งคันทรี่ โฟรค ฟังกี้ บลูส์ เร็กเก้ และอีกมากผสมอยู่ในการเล่นของเขา การสตัมคอร์ดของเขาไม่ได้เป็นเทคนิคอะไรที่ยากเลยง่ายๆแต่เสียงที่ออกมานั้น มันทั้งนวลและเป็นก้อนและเพราะมากครับ อันนี้ยอมรับเลยว่าเจ๋งมาก

ในดีวีดีแผ่นแรกที่เล่นในกรีซนั้น Jack ขนเพลงมาเล่นถึง 22 เพลงด้วยกัน และก็จะมีภาพ life style รวมไปถึงภาพเบื้องหลังต่างๆที่หาดูยาก ซึ่งดูแล้วก็เป็นชีวิตของเขาจริงๆไม่มีการแต่งขึ้นแต่อย่างใด ส่วนดีวีดีอีกแผ่นนั้น เป็นคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นตอนที่ออกอัลบั้ม On And On นั้นก็ออกมาลักษณะใกล้เคียงกับแผ่นแรกก็คือภาพจะตัดสลับไปมาระหว่างคอนเสิร์ตและการใช้ชีวิตของเขาในญี่ปุ่น และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือภาพจากการเล่น surf ที่เขารัก

คอนเสิร์ตของ Jack นั้นเต็มไปด้วยความเรียบง่ายมีเพียงนักดนตรีไม่กี่คนบนเวทีและแขกรับเชิญที่เป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมขึ้นมาแจม กับเครื่องดนตรีอะคูสติกโดยเฉพาะกีต้าร์โปร่งกับเพลงสบายๆที่นำมาเล่นอย่างไม่รู้จักคำว่าน่าเบื่อแต่อย่างใด แต่กลับกันเมื่อฟังแล้วกลับรู้สึกถวิลหาความเรียบง่าย สงบของธรรมชาติ เหมือนกับการได้ล้อมวงนั่งเล่นกีต้าร์อยู่ริมชายหาดอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่มีความคิดและความชอบใกล้เหมือนๆกัน พร้อมกับเสียงคลืน แสงแดด ผมเชื่อว่าไม่เพียงแค่ดีวีดีเซ็ทนี้เท่านั้น แต่งานทุกๆชิ้นของ Jack นั้นสามารถสร้างความสุขให้กับชีวิตได้อย่างดี

ในส่วนของฟีทเจอร์ที่แถมมานั้น แผ่นแรกก็จะมีเพลงที่ถูกตัดมาจากการเล่นคอนเสิร์ตกับอีกหนึ่งชุดใหญ่พร้อมภาพเบื้องหลังต่างๆ ส่วนเจ้าแผ่นที่เล่นไลฟ์ในญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะพิเศษกว่าหน่อยก็คือ มีการพูดถึงการทำงานในชุด In Between The Dream ที่ค่อนข้างจะละเอียดทีเดียว และยังมีซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ แต่ไม่มีภาษาไทยนะครับ ถ้าถามว่าคุ้มไหมกับการซื้อดีวีดีเช็ตนี้สำหรับคนที่ไม่รู้จักเขามาก่อน ผมว่าคุ้มค่าเงินที่เสียไปเลยครับ งานเพลงอะคูสติกดีๆที่ไม่จำกัดแค่คันทรี่หรือโฟร์คอย่างนี้ในยุคนี้หาฟังยากอยู่เหมือนกันครับ หรือยังไงลองหางานเพลงมาฟังก่อนก็ได้แล้วค่อยตัดสินด้วยตัวเองสตูดิโอดีหรือไม่ ถ้าคิดว่าดี ดีวีดีชุดนี้ก็ดีกว่าหลายเท่าตัวครับ





Artist : Drama God
Album : Love
Style : Rock
Label : Platinum

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะคุยกับใครก็ตามต่างก็ถอดใจกันเป็นแถวแล้วกับโอกาสที่จะได้ฟังงานดีๆจาก Nuno เข้ามาขายในราคาไทยๆ แต่ตอนนี้ผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะดีใจอย่างยิ่งเมื่อได้รู้ว่าจะมีอัลบั้มชุดใหม่กับทีมใหม่และชื่อวงใหม่เข้ามาขายโดยอยู่ในลิขสิทธ์ของค่าย Platinum

อัลบั้มชุดนี้ถ้าดูแต่ปกและไม่มีการบอกว่านี่คืออัลบั้มของ Nuno ผมเชื่อว่าไม่มีทางรู้แน่นอน เพราะมันไม่มีอะไรที่เข้าเค้าว่าจะใช้เลย มันดูเหมือนงานเพลงจากวงร็อกที่ไม่มีชื่อเสียงวงหนึ่ง Nuno ได้เปลี่ยนชื่อวงจาก Population 1 มาเป็น Drama God โดยที่สไตล์เพลงก็เปลี่ยนไปอีกด้วย 14 เพลงในอัลบั้มชุดนี้เขาหันเข้าสู่ดนตรียุค 70 มากขึ้นและลดบทบาทของกีต้าร์โซโล่ลงมากจากที่เคยเป็น อีกทั้งยังเน้นไปที่การร้องเพลงของเขาอีกด้วย Drama God ประกอบไปด้วย Nuno เล่น กีต้าร์และร้องนำ , Joe Pessia เบส , Steve Ferlazzo คีย์บอร์ด, Kevin Figueiredo กลอง

Magaton เพลงแรกที่เปิดตัวริฟกีต้าร์หนักแน่นเสริมซาวด์จากคีย์บอร์ดที่เหมือนซินท์ บีทกลางๆเรื่อยๆ ด้วยอารมณ์บีบคั้น ลอยๆหลอนๆ เหมือนกำลังจะรอให้ถึงท่อนฮุคเพื่อที่จะระเบิดมันออกมาแรงๆ แต่เขากลับเลือกที่จะยืนอยู่บนบีทเดิม เพียงแต่สร้างอารมณ์ด้วยกีต้าร์ที่ใส่ดิสทอชั่นอัดเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ในท่อนฮุค Lockdown เร่งจังหวะขึ้นมาหน่อย ฟังแล้วค่อยได้อารมณ์ดิบๆอย่างที่ Nuno เคยเป็น และนับว่าเป็นเพลงที่เขาโชว์กีต้าร์มากที่สุดแล้วครับ อารมณ์แบบนี้แหละที่ทุกคนเฝ้ารอ Bury You เพลงช้าอีกเพลง และต้องยอมรับเลยว่าทุกครั้งที่เขาแต่งเพลงช้า เพลงนั้นจะต้องมีท่อนฮุคที่ติดหูและเมโลดีโดนใจคนฟัง เช่นกันกับเพลง Something About You เพลงช้าเรียบง่ายเมโลดีเพราะๆ Broken เพลงช้าอะคูสติก มีสำเนียงของบลูส์และติดฟลามิงโก้นิดๆ ส่วนตัวผมแล้วช่างทำให้นึกถึง Midnight Express ในภาคที่ไม่ดุเดือด Fearless Leader ริฟมาเป็นฟั้งค์ๆ แต่พอเข้าร้องแล้วไอ้เจ้าเสียงและซาวด์ต่างๆมันทำให้เปลี่ยนเป็นอินดัสเทรียลอ่อนๆ Something เพลงช้าที่ออกเป็นป็อปๆโบราณๆ โดยเฉพาะช่วงคีย์บอร์ดโซโล่ เมโลดีง่ายๆฟังสบาย มีหักมุมตอนท้ายเล่นเปลี่ยนฟิลคนละเรื่องเลยครับ อันนี้ต้องลองฟังเองครับ So’K เพลงนี้ของเข้าแล้วครับ โซโล่ใส่ไม่ยั้งแม้จะสั้นไปหน่อย ค่อยกลับมาเหมือนเดิมหน่อย แต่เพลงนี้แต่ออกมาไม่เหมือนอย่างที่ Nuno เคยทำมาก่อนเลย ท่อนฮุคขายได้อย่างสบาย

แม้ว่าอัลบั้มชุดนี้อาจจะทำให้แฟนเพลงเก่าที่ชอบการเล่นกีต้าร์ของ Nuno ในอดีตที่ใส่กันไม่ยั้ง เกิดความผิดหวังอย่างแน่ เพราะพี่แกเน้นไปที่การร้องเพลงและการเล่นริทึ่ม แต่ก็ยังเต็มไปด้วย ไอเดียการเล่นที่หิน แต่อย่างว่านั้นแหละครับเมื่อเคยผ่านพ้นจุดสูงสุดมาแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาเองก็อยากจะทำอะไรใหม่บ้าง ก็เหมือนกับที่เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ Guitarthai เอาไว้ ถึงอย่างไรก็ตามอัลบั้มชุดนี้ก็แก้อาการคิดถึง Nuno กับวันที่มาเล่นเมืองไทยวันนั้นได้อย่างดี





Artist : Ian Brown
Album : The Greatest
Style : Rock
Label : Universal Music

เพื่อเป็นการต้อนรับอดีตศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จาก Stone Roes อีกหนึ่งคนจากประเทศอังกฤษ ที่กำลังจะมาร่วมงานคอนเสิร์ตเฟสติวัลในเมืองไทยในไม่ช้านี้ ทางต้นสังกัดจึงจัดการรวมเพลงเขาออกมาเพื่อให้แฟนเพลงได้รู้จักเขาได้มากขึ้น อัลบั้มชุดนี้รวมเพลงไว้ถึง 15 เพลง และเพลงฮิตๆอย่าง All Ablaze , Time Is My Everything , Dolphins Were Monkeys เป็นต้น สไตล์เพลงก็เป็นเพลงร็อกแบบผู้ดีอังกฤษดังเดิมหรืเป็นต้นฉบับเลยครับ และเคยมีคนบอกผมว่าเขาคนนี้แหละที่จะต้องหาโอกาสดูคอนเสิร์ตให้ได้ก่อนตาย อันนี้ไม่รู้ว่าจะดีจริงแค่ไหนต้องลองพิสูจน์ดูครับ





Artist : Dragon Force
Album : Inhuman Rampage
Style : Rock / Melodic Metal
Label : Platinum

อัลบั้มชุดที่สามจากวงดนตรีที่กล้าบอกได้ว่าน่าจับตามองอย่างมาก พวกเขายังคงยึดแนวทางเดิมไว้อย่างมั่นคง กับสไตล์การเล่นแบบ พาวเวอร์เมตัล ที่เต็มไปด้วยสปีดและเมโลดิก Through The Fire And Flames สาดกันไม่ยัง แต่ยังมีความเป็นเมโลดิกเมตัลอยู่ Revolution เจ๋งมากครับ ลงตัวทุกอย่าง โซโล่กันกระเจิงเหมือนการอยู่ในสนามวิ่งแข่งด้วยระยะทางกว่า 10,000 เมตร โซโล่ที่ร่วม 1 นาที แต่ปั่นกระจุยครับ Storming The Burning Fields เริ่มต้นเหมือนกับการผสมเอาเมโลดิกเมตัลผสมกับนิวเอจครับ ขึ้นมาช้าๆ แล้วค่อยโหมอย่างหนัก The Flame Of Youth เจ๋งไม่แพ้กันครับ โดยเฉพาะช่วงนาทีที่ 4 ที่เริ่มเข้าโซโล่ และปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงบัลลาดหวานๆอย่าง Trail Of Broken Hearts โดนใจขาร็อกแน่นอน ZP Theart ร้องได้บาดใจจริงๆ สิ่งที่ผมค่อนข้างจะแปลกใจอย่างมากกับเทคนิคของ Herman Li ที่ใช้ตอนโซโล่ในบางท่อน เสียงกีต้าร์ที่ออกมานั้นมันเหมือนกับเสียงเกมส์กดครับ เป็นไอเดียที่ดีมากๆ แม้ว่าเพลงในชุดนี้จะมีเพียงแค่ 8 เพลง แต่รับรองได้ว่าเป็น 8 เพลงที่เต็มไปด้วยสปีดที่เร็วมากๆ และเทคนิคกีต้าร์ที่ตามมาอย่างมากมาย และถ้าคิดจะแกะเล่นกันก็อาจจะออกอาการอ้วกกันเป็นแถวเลยครับ





Artist : Yellow Card
Album : Lights - Sounds
Style : Rock / Punk
Label : EMI

ผมเชื่อว่าศิลปินกลุ่มนี้กับชาว Guitarthai นั้น น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี น่าจะมีคนชอบเยอะ พวกเขาค่อนข้างจะมาถูกที่ถูกจังหวะของคนฟังก็เลยกลายเป็นวงที่ดังขึ้นมา และตัวงานก็ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เลยว่าดีจริงๆ สไตล์ดนตรีของพวกเขานั้นเหมือนกับการที่เอาอัลเทอเนทีพ ,กรั้น , และพังก์มาผสมกัน และมีการนำเครื่องสายมาใช้นี่คือความแตกต่างจากวงอื่นๆ

เปิดตัวอัลบั้มด้วยเพลงบรรเลงนิ่มๆอย่าง Three Flights Up มั่นใจเลยว่าเมโลดีของเปียโนนั้นคือเพลง Big Big World มีเครื่องสายเข้ามาช่วย Light And Sound เพลงแรกที่บ่งบอกสไตล์คนตรีได้ชัดเจน นับตั้งแต่กลองรัวสแนขึ้นมา ก็รู้แล้วว่าความมันส์กำลังจะมา ท่อนฮุคติดหูเลยครับ Down On My Head เพลงจังหวะกลางๆ พอกระโดดกันได้ Sure Thing Falling เพลงช้าเท่ห์อย่างวงร็อกสไตล์นี้ชอบทำกัน City Of Devil เพลงช้าหม่นๆจังหวะ waltz ค่อนข้างต่างจากเพลงอื่นๆ เติมเครื่องสายเข้าไปหน่อยสร้างอารมณ์ให้เพราะขึ้นอย่างทันที Two Weeks From Twenty น่าสนใจทีเดียวครับ เพลงสบายๆที่ติดกลิ่นจางๆของสไตล์แจ็ส ไอเดียดีมากครับ Waiting Games อินโทรชวนให้นึกถึงเพลง zombies เหมือนกันครับ How I Go เพลงเยี่ยมๆอีกหนึ่งที่ไม่น่าพลาด เพลงอะคูสติกเพราะๆ สบายๆ

สิ่งที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจากอัลบั้มชุดนี้ได้ก็คือไอเดียชั้นเยี่ยม ไม่ว่าการแต่งหรือเรียบเรียงเพลงและรู้ถึงความเหมาะสมของมัน และที่สำคัญคือเรื่องการที่นำเครื่องสายเข้ามาเสริมทัพแทรกเกือบทุกเพลงทำให้ตัวเองแตกต่างจากวงอื่นๆอย่างสิ้นเชิง นับว่าเป็นอีกหนึ่งวงที่น่าฟังมากๆในช่วงนี้ครับ





Artist : Richard Ashcroft
Album : Keys To The World
Style : Rock
Label : EMI

นับตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกในนามของ The Verve ออกมา ก็ไดรับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพลง Bitter Sweet Symphony ที่เป็นตัวสร้างชื่อเสียงและการยอมรับจากคนฟังเป็นอย่างมาก จวบจนกระทั่งวงแตก และออกอัลบั้มชุดแรก เขาเองก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ และจากงานชั้นเยี่ยมในชุดก่อนๆที่ได้สร้างไว้จนถึงงานชุดนี้ที่หลายคนก็ยังรอคอยอยูว่าจะออกมารูปแบบไหน

ตัวงานก็ยังไม่ทิ้งรูปแบบและสไตล์อย่างที่เขาเคยเป็นอยู่ สไตล์บริตร็อก เมโลดีและดนตรีเท่ห์ๆ Why Nothing เพลงแรกเปิดตัว เมโลดีและร้องออกมาค่อนข้างจะเรียกความสนใจได้ไม่น้อย แม้ว่าจะเป็นการใช้คอร์ดเพียงแค่สองคอร์ด แต่ก็ทำให้ดูเหมือนมีอะไรในเพลง Music Is Power เพราะเลยครับกับเพลงช้าเพลงนี้ ทั้งเครื่องสายและเสียงคีย์บอร์ดที่ปูอยู่ข้างหลัง Words Just In The Way ,Sweet Brother Malcom ดนตรีเบาๆ แบบอะคูสติก เหมาะมากที่ฟังในวันสบายๆ Cry Til Morning เพลงช้าที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นดนตรีจากอังกฤษอย่างแท้จริง Simple Song เพลงจังหวะกลางๆ ที่นับตั้งแต่อินโทรขึ้นมาก็น่าสนใจแล้วครับ เมโลดีไหลเรื่อย การวางไดนามิกของเพลงนั้นเยี่ยมมาก มีหนักเบาทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ปิดท้ายด้วยเพลงเท่ห์ๆอย่าง World Keep Turning เร่งจังหวะสนุกๆขึ้นมาหน่อย ฮุคเท่ห์มากครับ

บทสรุปของชุดนี้นั้นมันสามารถที่จะทำให้คุณฟังเพลงได้อย่างสบายอกสบายใจ ไม่มีอะไรซับซ้อน เมโลดีที่ติดการเรียบเรียงดนตรีที่สวยงาม ทั้งเสียงเครื่องดนตรีแบบอะคูสติกและเครื่องสายที่เข้ามาเสริมทัพให้เพลงมีเสน่ห์





Artist : Level 42
Album : Gold
Style : Fusion / Funk
Label : Universal Music

ครั้งแรกที่เห็นปกโดยที่ยังไม่ได้ดูชื่อวงแต่อย่างใด ใจนึงคิดไว้เลยครับว่ามาอีกแล้ววงประเภทแกล้มแบบอังกฤษที่น่าจะทำเพลงสะดีดสะดิ้ง แต่พอได้ชื่อวง Level 42 ความคิดในอดีตที่เคยอ่านผ่านตามาก็แว่บเขามาเลย และอาการอยากฟังเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว เพราะมันคือวงที่มือกีต้าร์อย่าง Allan Holdsworth เคยเข้าไปเล่นแทนมือกีตาร์คนเก่าอยู่ช่วงหนึ่งในยุค 90 ที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์

พวกเขาเป็นวงดนตรี 4 ชิ้นจากประเทศอังกฤษ ประกอบด้วย กีต้าร์ ,เบส ,คีย์บอร์ดและกลอง เริ่มต้นฟังเพลงแรกยันเพลงสุดท้ายไม่เกิดความผิดหวังแต่อย่างใดครับ ทั้ง 29 เพลงใน Gold ชุดนี้เจ๋งหมดครับ ดนตรีเนียนแบบ ฟิวชั่นมีการผสมเอาฟั้งกี้เขาด้วย ไอเดียในเรื่องของซาวด์และการวางโครงสร้างของเพลงและคอร์ดนั้นซับซ้อนพอตัวในแบบแจ็ส บทบาทของวงตกไปอยู่ที่มือเบสอย่าง Mark King ที่รับหน้าที่ร้องไปในตัวด้วย และมือคีย์บอร์ด Mike Lindup ทั้งสองที่แย่งซีนไปเต็มๆ

งานในแผ่นแรกนั้นเป็นงานในช่วงตอนต้น 80 ถึง 85 และในแผ่นที่สองจะเริ่มตั้งแต่ 86ถึง ปี 98 จาทั้งสองแผ่นจะเห็นวิวัฒนาการการทำเพลงของพวกเขาอย่างชัดเจน งานยุคหลังจะทำละเอียดขึ้นมากและมีความเป็นฟิวชั่นอยู่สูง มีการนำเครื่องเป่าเข้ามาใช้ เพลงที่อยากให้ฟังก็มี Love Meeting (เพลงเก่งของวง) , Overtime และ I Feel Free เพลงเก่าจาก Cream ที่มาทำใหม่ขอบอกอีกนิดครับ ถ้าจะฟังเสียงกีต้าร์โซโล่นั้นต้องทำใจหน่อยครับเพราะจากที่ฟังมามีเพียงแค่เพลงเดียวเท่านั้นครับ และก็ไม่ได้ลงเครดิตไว้ด้วยว่าใครเป็นคนเล่น นั้นก็คือเพลง I Feel Free ที่แน่ๆผมว่าไม่ใช่ Allan Holdsworth เล่นแน่นอน แต่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มจากซี่รีย์ Gold ที่น่าฟังมากๆครับ





Artist : Gladys Knight & The Pips
Album : Gold
Style : Soul
Label : Universal Music

อีกหนึ่งศิลปินภายใต้สังกัด Motown ที่เป็นตัวรับประกันได้ระดับหนึ่งว่างานที่ออกมาต้องน่าฟัง พวกเขาเป็นวงโซลผิวดำขนานแท้แบบชาย 3 หญิง 1 เข้มข้นไปด้วยสไตล์โซลเน้นไปที่การร้องนำของ Gladys Knight ที่ร้องได้ฟิลดีมากๆ และคณะ The Pips ทั้ง 3 จะเป็นตัวประสาน จากความคิดเห็นส่วนหนึ่งของผมคิดว่าสไตล์การร้องและการทำเพลงของพวกเขานั้นช่างชวนให้นึกถึง Marvin Gaye เหลือเกิน ดังนั้นอัลบั้มในซีรี่ย์ Gold แผ่นนี้ในซีดีทั้ง 2 แผ่นอัดเพลงไว้ถึง 40 เพลง จะเต็มไปด้วยบรรยากาศของโซลที่เน้นดนตรีและเสียงฟิลร้องแบบคนดำที่เป็นพรสรรค์เฉพาะตัว อย่างสมบูรณ์แบบสมกับชื่อของ Motown ที่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน





Artist : Various Artist
Album : Punkk Scream N’ Shout
Style : Punk / Rock
Label : Universal Music

เมื่อซักปลายปีที่แล้วเพิ่งจะออกอัลบั้มรวมฮิตที่ชื่อว่า Punkk A Story To Kill ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทางต้นสังกัดอย่าง Universal ก็ไม่รอช้าจึงออกอัลบั้มรวมเพลงชื่อนี้ออกมาให้ฟังกัน ซึ่งครั้งนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย เพราะวงที่มาอยู่ในชุดนี้ทั้ง 17 วงและเพลง ต่างก็เป็นวงที่มีความดังด้วยกันทั้งสิ้น เอาแค่วงแรกอย่าง Funeral For A Friend ที่ได้การยอมรับอย่างล้นหลาม แค่นี้ก็น่าฟังแล้ว นอกจากนี้ยังมีวง The Starting Line , Finch , Letter Kill ,All My Heroes , The Forcast เป็นต้น การที่ออกอัลบั้มชุดนี้สามารถเป็นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าดนตรีแนวพังก์และอีโมทั้งหลายยังคงครองใจคนกลุ่มใหญ่ได้พอตัวครับ





Artist : Various Artist
Album : Closer When Pop Meet Jazz
Style : ///
Label : Universal Music

อัลบั้มที่รวมเอาเพลงที่เรียกว่า “ smooth jazz “ ยุค 2000 ไว้มากถึง 28 เพลงในซีดีสองแผ่นคู่ หลายเพลงนั้นเป็นเพลงในเวอร์ชั่นที่หาฟังกันยากอยู่เหมือนกัน แม้ว่าคอนเซปต์ชุดนี้จะเป็นป็อปและแจ็สก็ตามแต่ก็มีเพลงตั้งแต่ป็อปแจ็ส ,บอสซาโนว่า ,เอซิดแจ็ส และแสตนดาร์ดแจ็สคลุกเคล้ากันอยู่ในชุดนี้

Fly Me To The Moon กับเวอร์ชั้นไลฟ์คอนเสิร์ตของ Diana Krall , Mercy Mercy Me เพลงโซลเท่ห์ๆของ Marvin Gaye ที่ถูกนำมาเล่นใหม่ในเวอร์ชั่นบรรเลงโดยมือกีต้าร์บลูส์แจ็สสำเนียงเฉียบอย่าง Jeff Golub , Water To Drink (Aqua De Beber) บอสซ่าโนว่าของ Jobim ถูกนำมาเรียบเรียงให้ออกมาร่วมสมัยและเป็นป็อปมากขึ้นโดย Lee Ritenour , Corcovado เพลงจาก Jobim อีกหนึ่งเพลงที่ได้ Everything But The Girl มาทำเป็นอิเล็กทรอนิก้าร์ Love’s Theme เพลงบรรเลงเอซิดแจ็สอ่อนๆผสมโซล จาก Barry White , Time After Time โดย Miles Davis และ What A Difference A Day Made โดย Jamie Cullum เป็นต้น





Artist : Various Artist
Album : Happy Lovely
Style : //////
Label : Universal Music

อัลบั้มชุดนี้เป็นอัลบั้มที่รวมเพลงออกมาเพื่อต้อนรับเดือนแห่งความรักโดยเฉพาะ 19 เพลงฮิตที่มีเนื้อหาคาบเกี่ยวกับความรักถูกคัดออกมาเพื่อคนฟังที่ชอบอะไรที่อินเทรนด์ตลอดเวลา เพลงที่คัดมานั้นส่วนใหญ่จะมาจากศิลปินในแนวป็อป,ฮิพฮอพ และวงที่กำลังอยู่ในช่วงนี้เป็นหลัก เพลงที่มีอยู่ก็เช่น Love Will Last (Renee Olstead ) , Everlasting Love (Jamie Cullum) ,Sunday Morning (Maroon 5) , We Belong Together (Mariah Carey) , Don’t Lie (The Black Eye Peas ) , Take Me To Your Heart (Michael Learns To Rock) , Got None (Robert Post) ,Call Him Mine (Tata Young) เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือมีศิลปินในสายป็อปแจ็สอยู่ถึง 2 คน นั้นคือ Jamie Cullum และ Renee Olstead ก็ยังดีที่ได้มีโอกาสฟังงานเช่นนี้ ที่เหลือก็เป็นเพลงฮิตตามกลไกเพลงตลาดของวัยอินเทรนด์ทั้งหลายครับ





Artist : Plam
Album : แพรม … แพรม
Style : Pop Rock
Label : Platinum

สามหนุ่มที่แจ้งเกิดจากเวที Academy Fantasia ได้จับกลุ่มรวมเป็นวงออกอัลบั้มชุดแรกในนามว่า Plam โดยสไตล์เพลงเป็นป็อปร็อปฟังง่ายๆ ท่อนฮุคติดๆหูหน่อยตามแบบคนฟังกลุ่มใหญ่ในตลาดดนตรีชอบ ซึ่งบางเพลงก็มีการใช้เครื่องเป่าเพื่อสร้างสีสรร ดูตามเครดิตในปกอัลบั้มแล้วคนทำนั้นล้วนแต่อยู่ชั้นแนวหน้าของเมืองๆไทยเลย เช่น หนึ่ง วินัย หรือ แจ็ค ธรรมรัตน์ และอีกหลายต่อหลายคนที่มาทำงานชุดนี้ ทั้ง 10 เพลงนั้นนั่งฟังเพลินๆและน่าจะถูกใจกับคนที่ชอบโหวตมอบคะแนนให้พวกเขาอย่างยิ่งครับ





Artist : Various Artist
Album : แอบรัก
Style : //////
Label : Platinum

งานรวมเพลงไทยอีกหนึ่งชุดที่รวมเอาเพลงดังในยุคนี้มารวมไว้ด้วยคอนเสปต์ที่ว่า “17 อารมณ์รักสำหรับคนที่รู้จัก รัก ” ฟังดูแล้วน่าฟังอัลบั้มชุดนี้เหมือนกันแฮะ ศิลปินที่มาอยู่ในชุดนี้ก็มี นภ พรชำนิ กับเพลง บอกหน่อยได้ไหม , Soul After Six กับเพลง รักเก่าๆ , ท็อฟฟี่ กับเพลง คำถาม , 4 Gotten กับ อยากรู้ ,ละอองฟอง กับเพลง ต่างใจเดียว ,Big & Super Band กับเพลง คำเชยๆ เป็นต้น ผมว่าอัลบั้มชุดนี้ถ้าใครที่ชอบฟังเพลงบนคลื่นวิทยุและติดตามเพลงฮิตอย่างใกล้ชิดก็น่าจะเป็นอัลบั้มที่คุ้มกับคุณเป็นอย่างมาก




any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket