ได้รับความเอื้อเฟื้อแผ่น
CD จาก Universal Music, Warner Music, EMI, Sony BMG, Platinum, United Home Entertainment,Virtuoso, Smallroom, S.stack กีตาร์ไทยขอขอบพระคุณอย่างสูง
Artist : Jack Johnson and Friends Title : A Weekend At The Greek / Jack Johnson Live In Japan Type : DVD Concert (2 Disc) Label : Universal Music
ท่ามกลางยุคสมัยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายต่างๆ นาๆ ที่รุมเข้ามา การใช้ชีวิตที่เร่งรีบดิ้นรนของสังคม การจะหามุมสงบให้กับตัวเองนั้นก็ดูจะหายากเสียเหลือเกิน แต่สำหรับชายนามว่า Jack Johnson นั้นทุกอย่างรอบตัวเขาช่างดูดีและมีคุณค่าอยู่เสมอ ชีวิตที่ไม่ต้องเร่งรีบอะไรและหันเขาสู่ความเรียบง่าย เพียงแต่อยู่และทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็คงเพียงพอแล้ว และเคยมีคำพูดที่เคยบอกไว้ว่า การใช้ชีวิตกับดนตรี,กีฬาและเสียงหัวเราะ เท่านี้ก็ทำให้ชีวิตอยู่ได้อีกเป็นร้อยปีแล้ว คำกล่าวคำนี้น่าจะเป็นอะไรที่ตรงกับสิ่งที่ Jack เป็นอยู่ ทั้งหมดที่กล่าวมานี่คุณจะได้เห็นจากในดีวีดีชุดนี้ที่มีความยาวกว่า 2 ช.ม.ด้วยกัน
ดีวีดีชุดนี้แบ่งเป็น 2 แผ่น โดยทั้งคู่เป็นจากการบันทึกการแสดงสดทั้งคู่แต่แตกต่างกันที่สถานที่และช่วงเวลาเท่านั้นเอง แผ่นแรกเป็นการบันทึกภาพจาก คอนเสิร์ตใน กรีซ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่อยู่ในช่วงอัลบั้ม In Between Dreams และอีกแผ่นเป็นคอนเสิร์ตที่เล่นในญี่ปุ่นในช่วงอัลบั้ม On And On ซึ่งเป็นอัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างยิ่ง
ทั้งสองคอนเสิร์ตนั้นไม่อาจบอกได้เลยครับว่า Jack เล่นที่ไหนดีกว่ากัน เพราะทั้งเพลงและฟิลการเล่นของ Jack นั้นเล่นออกมาได้ดีทั้งคู่เลย แต่ถ้าบอกว่าที่ไหนสนุกกว่าก็คงต้องเป็น ที่กริซครับ เพราะความแตกต่างอยู่ที่คนดูเท่านั้นเอง คนในญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะนิ่ง อารมณ์เหมือนไม่สนุกแต่ในทางกลับกันแววตานั้นบ่งบอกถึงความสนุกอย่างเต็มที่ และอาจจะเป็นเพราะเพลงมีเนื้อเป็นภาษาอังกฤษด้วยก็เลยทำให้ยากต่อการร้องตาม แต่คนดูในกรีซนั้นต่างกันริบลับไม่ว่า Jack จะเล่นเพลงอะไร ออกมาทุกคนต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันนับแต่เพลงแรกอย่าง Never Know ขึ้นมายันเพลงสุดท้าย ก็เลยดูสนุกกว่า นั้นอาจจหมายถึงเชื้อชาติและวัฒนธรรมร่วมถึงภาษาที่ใกล้เคียงกันเลยทำให้อินกับบทเพลงมากกว่า เวทีก็จัดง่ายๆแต่ดูดีมาก และอันหนึ่งที่อยากจะพูดเป็นพิเศษก็คือการเล่นกีต้าร์ของเขานั้นเล่นออกมาได้ฟิลที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ทั้งคันทรี่ โฟรค ฟังกี้ บลูส์ เร็กเก้ และอีกมากผสมอยู่ในการเล่นของเขา การสตัมคอร์ดของเขาไม่ได้เป็นเทคนิคอะไรที่ยากเลยง่ายๆแต่เสียงที่ออกมานั้น มันทั้งนวลและเป็นก้อนและเพราะมากครับ อันนี้ยอมรับเลยว่าเจ๋งมาก
ในดีวีดีแผ่นแรกที่เล่นในกรีซนั้น Jack ขนเพลงมาเล่นถึง 22 เพลงด้วยกัน และก็จะมีภาพ life style รวมไปถึงภาพเบื้องหลังต่างๆที่หาดูยาก ซึ่งดูแล้วก็เป็นชีวิตของเขาจริงๆไม่มีการแต่งขึ้นแต่อย่างใด ส่วนดีวีดีอีกแผ่นนั้น เป็นคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นตอนที่ออกอัลบั้ม On And On นั้นก็ออกมาลักษณะใกล้เคียงกับแผ่นแรกก็คือภาพจะตัดสลับไปมาระหว่างคอนเสิร์ตและการใช้ชีวิตของเขาในญี่ปุ่น และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือภาพจากการเล่น surf ที่เขารัก
คอนเสิร์ตของ Jack นั้นเต็มไปด้วยความเรียบง่ายมีเพียงนักดนตรีไม่กี่คนบนเวทีและแขกรับเชิญที่เป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมขึ้นมาแจม กับเครื่องดนตรีอะคูสติกโดยเฉพาะกีต้าร์โปร่งกับเพลงสบายๆที่นำมาเล่นอย่างไม่รู้จักคำว่าน่าเบื่อแต่อย่างใด แต่กลับกันเมื่อฟังแล้วกลับรู้สึกถวิลหาความเรียบง่าย สงบของธรรมชาติ เหมือนกับการได้ล้อมวงนั่งเล่นกีต้าร์อยู่ริมชายหาดอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่มีความคิดและความชอบใกล้เหมือนๆกัน พร้อมกับเสียงคลืน แสงแดด ผมเชื่อว่าไม่เพียงแค่ดีวีดีเซ็ทนี้เท่านั้น แต่งานทุกๆชิ้นของ Jack นั้นสามารถสร้างความสุขให้กับชีวิตได้อย่างดี
ในส่วนของฟีทเจอร์ที่แถมมานั้น แผ่นแรกก็จะมีเพลงที่ถูกตัดมาจากการเล่นคอนเสิร์ตกับอีกหนึ่งชุดใหญ่พร้อมภาพเบื้องหลังต่างๆ ส่วนเจ้าแผ่นที่เล่นไลฟ์ในญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะพิเศษกว่าหน่อยก็คือ มีการพูดถึงการทำงานในชุด In Between The Dream ที่ค่อนข้างจะละเอียดทีเดียว และยังมีซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ แต่ไม่มีภาษาไทยนะครับ ถ้าถามว่าคุ้มไหมกับการซื้อดีวีดีเช็ตนี้สำหรับคนที่ไม่รู้จักเขามาก่อน ผมว่าคุ้มค่าเงินที่เสียไปเลยครับ งานเพลงอะคูสติกดีๆที่ไม่จำกัดแค่คันทรี่หรือโฟร์คอย่างนี้ในยุคนี้หาฟังยากอยู่เหมือนกันครับ หรือยังไงลองหางานเพลงมาฟังก่อนก็ได้แล้วค่อยตัดสินด้วยตัวเองสตูดิโอดีหรือไม่ ถ้าคิดว่าดี ดีวีดีชุดนี้ก็ดีกว่าหลายเท่าตัวครับ
Artist : Drama God Album : Love Style : Rock Label : Platinum
อัลบั้มชุดนี้ถ้าดูแต่ปกและไม่มีการบอกว่านี่คืออัลบั้มของ Nuno ผมเชื่อว่าไม่มีทางรู้แน่นอน เพราะมันไม่มีอะไรที่เข้าเค้าว่าจะใช้เลย มันดูเหมือนงานเพลงจากวงร็อกที่ไม่มีชื่อเสียงวงหนึ่ง Nuno ได้เปลี่ยนชื่อวงจาก Population 1 มาเป็น Drama God โดยที่สไตล์เพลงก็เปลี่ยนไปอีกด้วย 14 เพลงในอัลบั้มชุดนี้เขาหันเข้าสู่ดนตรียุค 70 มากขึ้นและลดบทบาทของกีต้าร์โซโล่ลงมากจากที่เคยเป็น อีกทั้งยังเน้นไปที่การร้องเพลงของเขาอีกด้วย Drama God ประกอบไปด้วย Nuno เล่น กีต้าร์และร้องนำ , Joe Pessia เบส , Steve Ferlazzo คีย์บอร์ด, Kevin Figueiredo กลอง
Artist : Ian Brown Album : The Greatest Style : Rock Label : Universal Music
เพื่อเป็นการต้อนรับอดีตศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จาก Stone Roes อีกหนึ่งคนจากประเทศอังกฤษ ที่กำลังจะมาร่วมงานคอนเสิร์ตเฟสติวัลในเมืองไทยในไม่ช้านี้ ทางต้นสังกัดจึงจัดการรวมเพลงเขาออกมาเพื่อให้แฟนเพลงได้รู้จักเขาได้มากขึ้น อัลบั้มชุดนี้รวมเพลงไว้ถึง 15 เพลง และเพลงฮิตๆอย่าง All Ablaze , Time Is My Everything , Dolphins Were Monkeys เป็นต้น สไตล์เพลงก็เป็นเพลงร็อกแบบผู้ดีอังกฤษดังเดิมหรืเป็นต้นฉบับเลยครับ และเคยมีคนบอกผมว่าเขาคนนี้แหละที่จะต้องหาโอกาสดูคอนเสิร์ตให้ได้ก่อนตาย อันนี้ไม่รู้ว่าจะดีจริงแค่ไหนต้องลองพิสูจน์ดูครับ
Artist : Dragon Force Album : Inhuman Rampage Style : Rock / Melodic Metal Label : Platinum
อัลบั้มชุดที่สามจากวงดนตรีที่กล้าบอกได้ว่าน่าจับตามองอย่างมาก พวกเขายังคงยึดแนวทางเดิมไว้อย่างมั่นคง กับสไตล์การเล่นแบบ พาวเวอร์เมตัล ที่เต็มไปด้วยสปีดและเมโลดิก Through The Fire And Flames สาดกันไม่ยัง แต่ยังมีความเป็นเมโลดิกเมตัลอยู่ Revolution เจ๋งมากครับ ลงตัวทุกอย่าง โซโล่กันกระเจิงเหมือนการอยู่ในสนามวิ่งแข่งด้วยระยะทางกว่า 10,000 เมตร โซโล่ที่ร่วม 1 นาที แต่ปั่นกระจุยครับ Storming The Burning Fields เริ่มต้นเหมือนกับการผสมเอาเมโลดิกเมตัลผสมกับนิวเอจครับ ขึ้นมาช้าๆ แล้วค่อยโหมอย่างหนัก The Flame Of Youth เจ๋งไม่แพ้กันครับ โดยเฉพาะช่วงนาทีที่ 4 ที่เริ่มเข้าโซโล่ และปิดท้ายอัลบั้มด้วยเพลงบัลลาดหวานๆอย่าง Trail Of Broken Hearts โดนใจขาร็อกแน่นอน ZP Theart ร้องได้บาดใจจริงๆ สิ่งที่ผมค่อนข้างจะแปลกใจอย่างมากกับเทคนิคของ Herman Li ที่ใช้ตอนโซโล่ในบางท่อน เสียงกีต้าร์ที่ออกมานั้นมันเหมือนกับเสียงเกมส์กดครับ เป็นไอเดียที่ดีมากๆ แม้ว่าเพลงในชุดนี้จะมีเพียงแค่ 8 เพลง แต่รับรองได้ว่าเป็น 8 เพลงที่เต็มไปด้วยสปีดที่เร็วมากๆ และเทคนิคกีต้าร์ที่ตามมาอย่างมากมาย และถ้าคิดจะแกะเล่นกันก็อาจจะออกอาการอ้วกกันเป็นแถวเลยครับ
Artist : Yellow Card Album : Lights - Sounds Style : Rock / Punk Label : EMI
เปิดตัวอัลบั้มด้วยเพลงบรรเลงนิ่มๆอย่าง Three Flights Up มั่นใจเลยว่าเมโลดีของเปียโนนั้นคือเพลง Big Big World มีเครื่องสายเข้ามาช่วย Light And Sound เพลงแรกที่บ่งบอกสไตล์คนตรีได้ชัดเจน นับตั้งแต่กลองรัวสแนขึ้นมา ก็รู้แล้วว่าความมันส์กำลังจะมา ท่อนฮุคติดหูเลยครับ Down On My Head เพลงจังหวะกลางๆ พอกระโดดกันได้ Sure Thing Falling เพลงช้าเท่ห์อย่างวงร็อกสไตล์นี้ชอบทำกัน City Of Devil เพลงช้าหม่นๆจังหวะ waltz ค่อนข้างต่างจากเพลงอื่นๆ เติมเครื่องสายเข้าไปหน่อยสร้างอารมณ์ให้เพราะขึ้นอย่างทันที Two Weeks From Twenty น่าสนใจทีเดียวครับ เพลงสบายๆที่ติดกลิ่นจางๆของสไตล์แจ็ส ไอเดียดีมากครับ Waiting Games อินโทรชวนให้นึกถึงเพลง zombies เหมือนกันครับ How I Go เพลงเยี่ยมๆอีกหนึ่งที่ไม่น่าพลาด เพลงอะคูสติกเพราะๆ สบายๆ
ตัวงานก็ยังไม่ทิ้งรูปแบบและสไตล์อย่างที่เขาเคยเป็นอยู่ สไตล์บริตร็อก เมโลดีและดนตรีเท่ห์ๆ Why Nothing เพลงแรกเปิดตัว เมโลดีและร้องออกมาค่อนข้างจะเรียกความสนใจได้ไม่น้อย แม้ว่าจะเป็นการใช้คอร์ดเพียงแค่สองคอร์ด แต่ก็ทำให้ดูเหมือนมีอะไรในเพลง Music Is Power เพราะเลยครับกับเพลงช้าเพลงนี้ ทั้งเครื่องสายและเสียงคีย์บอร์ดที่ปูอยู่ข้างหลัง Words Just In The Way ,Sweet Brother Malcom ดนตรีเบาๆ แบบอะคูสติก เหมาะมากที่ฟังในวันสบายๆ Cry Til Morning เพลงช้าที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นดนตรีจากอังกฤษอย่างแท้จริง Simple Song เพลงจังหวะกลางๆ ที่นับตั้งแต่อินโทรขึ้นมาก็น่าสนใจแล้วครับ เมโลดีไหลเรื่อย การวางไดนามิกของเพลงนั้นเยี่ยมมาก มีหนักเบาทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ปิดท้ายด้วยเพลงเท่ห์ๆอย่าง World Keep Turning เร่งจังหวะสนุกๆขึ้นมาหน่อย ฮุคเท่ห์มากครับ
Artist : Various Artist Album : Punkk Scream N’ Shout Style : Punk / Rock Label : Universal Music
เมื่อซักปลายปีที่แล้วเพิ่งจะออกอัลบั้มรวมฮิตที่ชื่อว่า Punkk A Story To Kill ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทางต้นสังกัดอย่าง Universal ก็ไม่รอช้าจึงออกอัลบั้มรวมเพลงชื่อนี้ออกมาให้ฟังกัน ซึ่งครั้งนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย เพราะวงที่มาอยู่ในชุดนี้ทั้ง 17 วงและเพลง ต่างก็เป็นวงที่มีความดังด้วยกันทั้งสิ้น เอาแค่วงแรกอย่าง Funeral For A Friend ที่ได้การยอมรับอย่างล้นหลาม แค่นี้ก็น่าฟังแล้ว นอกจากนี้ยังมีวง The Starting Line , Finch , Letter Kill ,All My Heroes , The Forcast เป็นต้น การที่ออกอัลบั้มชุดนี้สามารถเป็นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าดนตรีแนวพังก์และอีโมทั้งหลายยังคงครองใจคนกลุ่มใหญ่ได้พอตัวครับ
Artist : Various Artist Album : Closer When Pop Meet Jazz Style : /// Label : Universal Music
Fly Me To The Moon กับเวอร์ชั้นไลฟ์คอนเสิร์ตของ Diana Krall , Mercy Mercy Me เพลงโซลเท่ห์ๆของ Marvin Gaye ที่ถูกนำมาเล่นใหม่ในเวอร์ชั่นบรรเลงโดยมือกีต้าร์บลูส์แจ็สสำเนียงเฉียบอย่าง Jeff Golub , Water To Drink (Aqua De Beber) บอสซ่าโนว่าของ Jobim ถูกนำมาเรียบเรียงให้ออกมาร่วมสมัยและเป็นป็อปมากขึ้นโดย Lee Ritenour , Corcovado เพลงจาก Jobim อีกหนึ่งเพลงที่ได้ Everything But The Girl มาทำเป็นอิเล็กทรอนิก้าร์ Love’s Theme เพลงบรรเลงเอซิดแจ็สอ่อนๆผสมโซล จาก Barry White , Time After Time โดย Miles Davis และ What A Difference A Day Made โดย Jamie Cullum เป็นต้น
Artist : Various Artist Album : Happy Lovely Style : ////// Label : Universal Music
อัลบั้มชุดนี้เป็นอัลบั้มที่รวมเพลงออกมาเพื่อต้อนรับเดือนแห่งความรักโดยเฉพาะ 19 เพลงฮิตที่มีเนื้อหาคาบเกี่ยวกับความรักถูกคัดออกมาเพื่อคนฟังที่ชอบอะไรที่อินเทรนด์ตลอดเวลา เพลงที่คัดมานั้นส่วนใหญ่จะมาจากศิลปินในแนวป็อป,ฮิพฮอพ และวงที่กำลังอยู่ในช่วงนี้เป็นหลัก เพลงที่มีอยู่ก็เช่น Love Will Last (Renee Olstead ) , Everlasting Love (Jamie Cullum) ,Sunday Morning (Maroon 5) , We Belong Together (Mariah Carey) , Don’t Lie (The Black Eye Peas ) , Take Me To Your Heart (Michael Learns To Rock) , Got None (Robert Post) ,Call Him Mine (Tata Young) เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือมีศิลปินในสายป็อปแจ็สอยู่ถึง 2 คน นั้นคือ Jamie Cullum และ Renee Olstead ก็ยังดีที่ได้มีโอกาสฟังงานเช่นนี้ ที่เหลือก็เป็นเพลงฮิตตามกลไกเพลงตลาดของวัยอินเทรนด์ทั้งหลายครับ
Artist : Plam Album : แพรม … แพรม Style : Pop Rock Label : Platinum