Main Menu
 Home หน้าแรก
 login / สมาชิก
 รายการ TV
  คอร์ด / เนื้อเพลง
  วีดีโอ คลิป
  Webboard
  Classifieds
  ข่าวสารดนตรี
  Review & ทดสอบ
  งานคอนเสิร์ต
  บทความดนตรี
  Cools Links
  Artist Gear
 
  About Us

21594


 Review & Test     Modify TUBE SCREAMER ของ IBANEZ     9/8/2002    Pop The Sun

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่านในการพูดคุยครั้งนี้ ผมได้มีโอกาศไปพูดคุยกับพี่ป๊อบ เดอะซันในเรื่องของOVERDRIVEที่ยอดฮิตมากนั่นคือเจ้าตัว TUBE SCREAMER ของ IBANEZ นั่นเอง ซึ่งยังมีนักกีต้าร์หลายท่านยังมีความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องในการใช้งานเราจะให้พี่ป๊อบ มาช่วยไขข้อข้องใจ กันนะครับ
       

GT: พี่เริ่มทำความรู้จักกับTUBE SCREAMER ได้อย่างไรครับ
พี่ป๊อบ : ผมมีเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันเค้าซื้อมาใช้ ผมก็ไปลอง ตอนผมเด็กๆเลยยังไม่รู้อะไรเราก็เอาพ่วงกับDISTORTION (หัวเราะ)เพราะเนื่องจากบางคนที่ลอง OVERDRIVE แล้วเนี่ยคิดว่าจะได้เสียงแบบMETALซึ่งมันเป็นการเข้าใจผิดเพราะว่า OVERDRIVE ไม่ได้แตกแบบ DISTORTION คือ OVERDRIVE มันจะแตกนิดๆแบบบูลส์ ก็ไม่มีทางที่เราจะได้เสียงแบบ IRON MAIDEN ภายในตัว TURE SCREAMER แต่สิ่งที่เด็กสมัยก่อนคิดก็คือ ถ้ามันแตกไม่เยอะ ก็จะนำไปพ่วงกับ DISTORTION อีกทีเพื่อที่จะทำให้ DISTORTION ที่แตกไม่พอแตกขึ้นไปอีก (หัวเราะ) คือ DISTORTION ไว้สำหรับเล่น CHORD แล้วก็เอา OVERDRIVE
ไว้ BOOST สำหรับ SOLO ในกรณีนี้ถ้าปรับไม่ดีจะทำให้เสียงหอนมาก คือตอนนั้นเราไม่ได้มีความรู้เลย ซื้อมาใช้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรเลยในตอนนี้ผมคิดว่ายังมีรุ่นน้องบ้างคนที่ยังใช้อย่างนั้นอยู่ คือเหยียบเข้าไปให้แตกถึงจุดที่ต้องการ แต่ว่ามาถึงยุคนี้ยุคที่คนเริ่มเข้าใจ AMPLIFIER มากขึ้น เริ่มรู้แล้วว่ามันมี แตกในตัวแอมป์ซึ่งตอนนั้นในสมัยเด็กๆมันก็มีนะ แต่ใช้กันไม่เป็นแต่เคยลองใช้เหมือนกันเพราะว่าตอนนั้นมันไม่มี EFFECT ใช้ แต่ที่ความด้วยเราไปยึดติดกับพวก
PEDAL ไง เราก็ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องเนื้อเสียงมันจะเป็นอย่างไร จึงสรุปได้ว่าคือบางครั้งถ้ามันมีข้อมูลมาบางครั้งจำเป็นต้องศึกษาเพื่อให้ลดเวลาในการค้นหาของเราของเราลง กว่าผมจะเข้าใจตรงนี้ใช้เวลาหลายปีว่าต้องใช้ TS 9 ยังไงกับเพลงแบบไหนเพื่ออะไรแล้วผมก็ศึกษาจนทราบว่าพวก DISTORTION และพวก OVERDRIVE สามารถใช้สำหรับ BOOST เสียงกีตาร์ให้แตกอีกนิดหนึ่งเพื่อให้ง่ายต่อการ SOLO ซึงผมจะใช้วิธีนั้น นั้นคือผมปรับแอมป์ เสียงแตกไว้ที่ระดับ
หนึ่ง แอมป์ ตัวนั้นเป็น SINGLE CHANNEL คือไม่มี FOOT SWITCH ไปตัวไหนได้แล้ว เราก็จะใช้วิธีเหยียบ TS 9 เนียหรือ OVERDRIVE หรือ DISTORTION ทั่วไปที่เราชอบเพื่อให้ SOLO ได้ง่ายขึ้นนี้ก็เป็นวิธีที่ศิลปินทุกคนใช้ตลอด ยกตัวอย่าง AMP MARSHALL ในสมัยก่อนก็จะแตกแบบนิดๆ ซึ่งยากมากที่เราจะชินกับ SOUND นั้น เนื่องจากเราต้องการ OVERDRIVE มากกว่านั้น ฝรั่งก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เค้าก็ใช้พวก PEDAL พวกนี้มา BOOST เช่นSTEVE VAI VIVIAN CAMBELL PAUL GILBERT ก็ทำ

GT: STEVE VAI ก็ใช้ DS –1
พี่ป๊อบ :บางคนเห็น STEVE VAI ใช้ DS –1 ใน PEDAL BOARD บางคนคิดว่าต้องไปหา
DS –1 มาแล้วเนี่ย แต่มันไม่ใช้เลยคือเสียงหลักของเค้า อยู่ที่ AMP แตก จาก AMP ซึ่งเป็น AMP MARSHALL ที่ MODIFY ด้วย หรือเป็นแอมป์ BOGNER ซึ่งแพงมากคุณไม่สามารถได้เสียง STEVE VAI จาก DS –1 บางครั้งถ้าเราดูจากภาพแล้วง ไม่ได้อ่านเนี่ยผิดทางเลยนะ

GT: JOE SATRIANI ใช้ DS –1 เหมือนกัน
พี่ป๊อบ: JOE SAT เนี่ยคือความแตกต่างนะ เค้าใช้ เสียงแตกจาก DS –1 เลย
ที่ AMP MARESHALL ปรับ CLEAN SOVND เหมือนส่ง JOHN NORUM ของ วง ยุโรป
พวก GARY MOORE ก็จะใช้พวก DS –1เหมือนกันแต่ GARY MOORE ผมคิดว่า
ที่หัว แอมป์อาจจะแตกนิดหน่อยหลังจากใช้ DS –1 BOOSTแตกเพิ่มขึ้นแต่ JOE SAT ใช้ DS –1
อย่างเดียวแต่เนื่องจาก AMPเป็น MARSHALL หลอด เค้าคงได้สูตร ที่ลงตัวของเค้าคือ ตัวเนี่ย
เวลามาบวกกับตัวเนี่ยแล้วWORK แล้วเชื่อมั๊ย ว่าผมเคยไปทัวร์แล้วไปเจอแอมป์ที่เค้าใช้
พอดีผมติด DS –1 ไปพอดี ผมก็ลองปรับดู ปรากฎว่าได้เสียงแบบ JOE SAT จริงๆ
รู้สึกจะเป็นหัว ANIVERSARY 3 CHANNEL เวลา JOE เล่นในห้องอัดนะเค้าก็จะใช้
ระบบ AMP คือในห้องอัดมันไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ AMPเดียว เค้าก็เลือกเลยเพลงนี้ AMP ตัวนี้
เพลงนี้เค้าจะใช้ DS –1 เพราะฉะนั้นบางคนไปฟังเพลงใน อัลบั้ม แล้ว โอโห! มันได้ SOUND แบบนี้เลยเหรอ DS –1น่ะ มันไม่ใช่นะ ต้องดูเพลงด้วยจะเห็นว่ามือกีตาร์ส่วนใหญ่ในห้องอัดจะขนกีตาร์ไปเพียบ แต่แสดงสดเค้าจะขนไปเฉพาะที่จำเป็น เท่านั้นเพราะเค้าไม่ต้องการที่จะให้เหมือน STUDIO ทุกรูปแบบไม่อย่างนั้นเค้าต้องขนไปหมดเลย เพราะฉะนั้น SOUNDที่อยู่ในอัลบั้มไม่สามารถวัดได้จากข้อมูลที่มีนิดๆหน่อยๆซึ่งถ้าจะเอาขนาดนั้นเราก็ต้องตามไปดูว่าเค้าใช้อะไรซึ่งบางทีหนังสือญี่ปุ่นเค้าก็ลง ซึ่งแม้กระทั่ง YNGWIE บางครั้งใช้ GIBSON อัดก็มี คือผมเคย
ลองพวกนี้แล้วมันใช้เงินเยอะนะ

GT: TS- 9 ตัวเดียวอยู่มั๊ยครับ
พี่ป๊อบ : ผมอยากให้ไปซื้อ VIDEO ของ SRV มาดู หรือฟังจากอัลบั้มก็ได้ถ้าคุณดู SRV แล้วถึงแม้ว่าคุณไม่รู้ว่าเข้าใช้ EFFECT อะไร เวลาที่ SOLO แล้วเค้าเหยียบอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นไปได้ที่เค้าเหยียบ TS 9 หรือ TS 808 ไอ้เจ้าตัว 808 ก็คือ VERSION ของ TUBE SCREAMER ก่อน ตัว TS 9 ซึ่งในตลาดเล่นกันมาก แพงด้วย ซึ่งถ้าอยากได้ SOUND แบบนั้น
SRV ใช้ 808 คนก็เลยแห่ตามกันไป ซึ่งตัว TS –9 มันก็ไม่ได้ช่วยให้แตกอะไรเท่าไหร่ แต่มันจะทำให้กีตาร์มี SUSTAIN ดีขึ้น เนื่องจาก PICK-UP ทื่เค้าใช้ มีความแรงอยู่ในระดับนึง ในกรณีที่เค้าต้องเสียบผ่านแจ๊คยาวๆบนเวที PICK-UP ก็ต้องเสียสัญญาณไปกับพวก CAPACITYทั้งหลาย มันทำให้ SUSTAIAIN น้อยลง ซึ่งเป็นปกติไม่ต้องเครียดอะไรมาก แต่พอเราต้องการ SOLO ดันสายค้างไว้ให้มีเสียงยาวๆที่ทำให้เราพอใจกับการเล่นไม่ใช่ดีดไปแล้วแป๊ปเดียวหาย มันเหนื่อย เค้าก็เลยใช้ OVERDRIVE ไป BOOST เพื่อแก้ปัญหา SUSTAIN ในสาย ได้ SOUND แรงและพุ่งกว่าเดิม แต่ไม่ใช้พุ่งแบบ METAL แน่นอน ถ้าจะให้ผมมองคือใช้สำหรับเล่นเพลง BLUES มากกว่า

GT : พี่มีวิธีการปรับ TONE ,DRIVE , LEVEL บนตัว TS-9 ยังไงครับ
พี่ป๊อบ : โดยทั่วไปคือเอากีตาร์เสียบไปที่ PEDAL แล้ว OUT PUT ไปที่ AMP
แล้วเราลองBYPASS ดู ถ้าเกิดว่าเสียงมันดังขึ้นกว่าเดิมมากแสดงว่าเราปรับ LEVEL ไม่ค่อยดีแล้วเพราะว่าจริงๆควรจะ MATCH LEVEL คือพอเหยียบเข้าออกแค่แตกเพิ่มขึ้น แต่ LEVEL เท่าเดิมเนื่องจากกีตาร์แต่ละตัวมีความแรงไม่เท่ากัน ถูกมั๊ย เพราะ LEVEL เนี้ย มันเลยทำให้เราBALANCE ได้แต่นี่คือในกรณีมาตรฐานทั่วไป

GT : พอปรับ LEVEL ได้ MATCH แล้วต่อไปก็ต้องปรับอะไรต่อครับ
พี่ป๊อบ : ลองปรับ DRIVE ว่าแตกมากน้อย ขึ้นอยู่กับคนแล้ว แล้วก็ขึ้นอยู่กับ AMP ทีนี้ถ้าเราปรับ AMP เป็นเสียงใสเนี้ย เป็นไปได้ที่เราจะปรับ DRIVE เยอะหน่อย แต่เมื่อไหร่ที่เราปรับ AMP เป็นเสียง DRIVE ON อยู่แล้วเราอาจจะปรับ DRIVE แค่ 2 ใน 10 หรือ 3,4,5 โดยส่วนใหญ่ตัวผมก็จะประมาณนั้น ไม่เกิน 5 สำหรับในส่วนตัวจะปรับที่ AMP ประมาณ 6 – 8 ในCHANNEL RHYTHMสำหรับ GAIN ส่วน CHANNEL SOLO ผมจะปรับGAIN 6-8แล้วแต่ ถ้าเกิดสายแจ็คกผมยาวมากอาจจะปรับเยอะหน่อยเพื่อชดเชยสิ่งที่เสียไป แต่บางครั้ง SOLO ผมอาจจะปรับ 10 แล้วผมไม่ใช้ TS –9 เลย แต่มันจะมีให้เราเลือกอยู่ พูดถึง CHANNEL RHYTHM ก่อนถ้าเราปรับ GAIN 6-8 แล้วเรา BOOST เข้าไปโดยใช้ TS -9 เลยเนี่ยจะได้ SOUND ที่เป็น ROCK & ROLLหรือ HARD ROCK ผมก็จะSOLO ได้เลย แต่ใน CHANNEL SOLO ถ้าผมปรับ 6-8 เหมือนกัน แล้วผมเหยียบ OVERDRIVE เข้าไปอีก ผมก็จะได้ SOUND เพิ่มขึ้นมาอีก ตกลงว่าผมจะมี 4 GAIN STAGE ทีนี้ผมเลือกใช้ได้ เป็นวิธีการใช้ OVERDRIVE อีกอย่างคือ ทำให้ AMP เหมือนมีหลาย CHANNEL เช่นปกติจะมี CLEAN , RAYTHM, SOLO เราไล่มาเลย CLEAN พอ BOOST ก็จะได้ SOUND BLUES ส่วนCHANNEL RHYTHM จาก AC/DC ก็จะกลายเป็น VAN HALEN และCHANNEL SOLO พอ BOOST ก็จะกลายเป็นแบบ HARD CORE แบบ METTALICA

GT: แสดงว่า KIRK HAMMET ปรับ GAIN สุดเลย
พี่ป๊อบ : ไม่นะ พวกนี้ปรับ GAIN น้อย แต่เค้าทำให้ดูเหมือน GAIN เยอะ เป็นเพราะว่าตัวเพลงเค้ามัน PUSH ตัวเพลงเค้ามันหนักอยู่แล้วมันเลยทำให้เหมือนแตกเยอะ อย่างพวกMEGADETHแตกประมาณ 3-4 ไปฟังจริงๆ แทบไม่แตกเลย แต่เนื่องจากวิธีที่เค้าเล่น การ MUTE สายการเล่น RIFF แบบนั้น มันฟ้องเราว่าเป็นเพลงแบบนั้น ทำให้เราคิดว่ามันต้องแตกเยอะ ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์พวกศิลปิน เค้าบอกว่า จริงๆ แล้วมันไม่ได้แตกอะไรขนาดนั้น MEGADETH เนี่ยมือกีต้าร์ทั้ง 2 คนปรับแตกน้อย คือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณปรับ GAIN เยอะ คุณจะมีปัญหาเรื่องที่จะทำให้กีต้าร์อยู่ใน MIX ได้ หมายถึงตอนเวลาคุณMIX เพลงในอัลบั้ม หมายถึงถ้าเราดันกีต้าร์ขึ้นมาแรงมันจะกลบเครื่องดนตรี ชิ้นอื่น แต่ถ้าเราลดมาเพื่อให้อย่างอื่นได้ยินจะขาดมีหลายคนบอกว่า SOUND ROCK ที่ CLASSIC ก็คือ SOUND แบบ AC/DC มันเจ๋ง คือมันทำให้เรารู้สึกได้ว่ากีต้าร์มันแตก ทั้งๆที่มันไม่แตก ด้วยเพลงที่มันมัน ทำให้รารู้สึกว่ามันแตก เยอะไง เพราะฉะนั้นคนทั่วไปก็จะปรับแตกเยอะ แล้วไปเล่นเพลงของ AC/DC มันก็ไม่ได้ ยกตัวอย่าง PAUL GILBERT ก็ใช้เสียงแตก เยอะเหมือนกันตอนที่ เล่นกับ RACER X แต่พอเค้ามาเข้า MR.BIG PRODUCER ก็เล่าเรื่องนี้ให้เค้าฟังเพื่อที่จะให้เค้าลด GAIN ลง เพื่อที่จะทำให้กีต้าร์ของเค้าได้ยินมากขึ้นในเพลง PAUL ก็บอกว่าเค้าเล่นแทบไม่ได้ในตอนแรก ต้องใช้เวลาซักพักและมันทำให้ BAND ดีขึ้น ทุกชิ้นชัดเจนหมด คือยิ่งแตกเยอะมันยิ่ง COMPROSS เยอะสังเกตได้จากเพลง ของ METTALICA กีต้าร์ขึ้นมาอยู่ข้างหน้า แต่เบสจะไม่ค่อยได้ยิน อีกอย่างนึงก็คือ มันจะทำให้หนักขึ้น เมื่อเสียงกลางลดลงไป กีต้าร์แบบMETTALICA เค้าเรียกว่า SCOOP MID เพื่อให้มีช่องว่างให้ไม่มาเกี่ยวกับร้อง

GT: พูดถึงการ MODIFY ตัว TS-9 มีคนพูดว่าเสียงของ REISSUE ไม่เหมือนกับ ORIGINAL
พี่ป๊อบ : ผมเข้าใจว่าตัวที่ REISSUE ค่อนข้างเหมือนกับตัว ORIOINAL แต่มันมีเรื่อง LOT ของ IC IC ตัวนั้นได้เลิกผลิตไปแล้ว เค้าก็มีการเทียบค่าใกล้เคียงมาใช้แทนตัว IC ตัวเนี้ยเค้าเรียกว่า OP AMP ซึ่งอาจจะมีบางล๊อตที่เค้าอาจจะเอาตัวแทนมาทำให้ SOUND ไม่เหมือนกัน แต่ใกล้เคียงกัน บางทีมันเป็นเรื่องทางใจด้วย เรื่องเครื่องดนตรี ถ้าถามผมว่าจะซื้ออะไร มีตังค์นะ ซื้อของแพงไปเลย (หัวเราะ) โดยปกติแล้วของดีหาถูกมันยากอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณมีในระดับนึงคุณซื้อแบบ REISSUE ก็ได้ แล้ววันนึงคุณค่อยไปหาคนที่ เค้ามี ORIGINAL มาลองถ้าเกิดมันใกล้เคียงกัน ก็ OK แล้วแต่ถ้าเกิดมันไม่ OK ก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้ว แต่ TS-9 ที่มันอยู่ในตลาดไม่ได้ไปเน้นที่ REISSUE กับ ORIGINAL แต่เค้ากำลังจะเปรียบเทียบ TS-9 กับ TS-808 คือ 2ตัวนี้ใช้ MAIN BOARD ตัวเดียวกันเพียงแต่เปลี่ยน IC ที่ผมบอก เพราะฉะนั้นถ้าคุณต้องการจะ MODIFY REISSUE ให้เป็น TS-808 คุณก็ต้องหา IC ตัวนั้นมาเปลี่ยนประมาณ2-3 ตัว



 
GT: แล้วตอนนี้พี่ใช้ REISSUE หรือ ORIGINAL ครับ
พี่ป๊อบ : ผมใช้ REISSUE อยู่ ผมก็กำลังจะเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน แต่ฝรั่งบอกว่าอย่าไปซ่อมอะไรที่ไม่เสีย (หัวเราะ) เดี๋ยวจะยุ่งเรื่องนี้เป็นPROCESS ที่ใช้เวลา แต่เราควรจะรู้ว่า MAIN หลักเราควรจะ คิดเรื่อง เล่นกีต้าร์มากกว่า แต่ถ้ามีโอกาสแล้วมันไม่เสียเวลามากควรจะไปทำ คือเรื่องของการ MODIFY มันมีให้โมอีกเยอะ สำหรับพวก PEDALต่างๆที่มันออกมาล้นตลาดเดี๋ยวก็มีโผล่ออกมาว่านี่คือ OVERDRIVE หรือ WAH ที่ดีที่สุดในโลกแต่ผมว่า WAH ก็คือ WAH น่ะ แต่พอไม่ใช่ว่าได้ WAH ดีที่สุดในโลกแล้ว มันต้องเหยียบเป็นด้วยไงเราต้องเหยียบดีด้วยเพราะฉะนั้นผมแนะนำว่าเรามีของอย่างเดียวไม่พอเราต้อง หัดเล่นมันด้วย ผมว่าคนที่เค้าซีเรียสที่เค้ามาพูดใน WEB หรือในอะไรก็ตามคือคนที่เค้าควบคุม SOUND ได้แล้ว เหยียบ WAHเป็นแล้วเค้ารู้ว่าเค้าจะใช้ OVERDRIVE ทำอะไร แต่ว่าถ้าเราจะมุ่งไปทางของโดยเราปรับไม่เป็นเหยียบ WAH ก็ยังเหยียบไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเค้าเล่นกันถึงค่าแหลมทุ้มของ WAH ว่ามัน SMOOTH นะซึ่งจริงๆมันเล่นน้อยมากเราเอาเวลามาสนใจดนตรีดีกว่า เล่นให้ได้ก่อน แล้วค่อยมามองเรื่องพวกนี้เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณใช้ของที่มี STANDARD แสดงว่าคุณต้องมีอะไรสักอย่างแล้ว อย่างพวก TS-9 ,808หรือยี่ห้ออะไรที่ออกมาใหม่ๆถ้าให้พูดรวมมันก็คือ OVERDRIVE แล้วคุณจะใช้ในอย่างไรก็คือวิธีที่ผมได้บอกไปแล้ว

GT: ผมเคยเห็น ERIC CLAPTON ใช้ TS-9 BOOST เหมือนกันครับ
พี่ป๊อบ: ผมคิดว่าเค้าคงปรับ DRIVE ไม่เกิน 5-6 บางครั้งผมก็ปรับประมาณ4 ด้วย แล้วเรื่องของLEVEL เนี่ย หลังจากที่ผม MATCH LEVEL อย่างที่บอกผมอาจจะเพิ่มLEVEL อีกเพื่อให้มันพุ่งออกมา บางคนใช้วิธีปรับ DRIVE เป็น “O”แล้วปรับ LEVEL MAX เลย

GT : มันต้องดังมากเลยครับ
พี่ป๊อบ: ไม่ดังมากหรอกเนื่องจาก AMP แตกอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น AMP เสียงใสก็จะรู้ว่ามันดังเกินไป แต่ถ้าเป็น AMP เสียงแตกลองปรับดูLEVEL MAX เลย DRIVE 1หรือ 0 ก็ได้ TONE แล้วแต่เราชอบ มันจะทำให้เสียงแตก เพิ่มขึ้น เหมือนวงจร BOOST ในกีต้าร์รุ่น RICHIE SAMBORA

GT: อยากให้พี่สรุปเจ้าตัว TS-9 ครับ
พี่ป๊อบ: ผมคิดว่าคุณมีวิธีเลือกใช้ที่มัน OK ที่สุด ก็คือเล่น บูลล์ ใช้ AMP ที่มีเสียงใสแล้วใช้ BOOST เพื่อSOLO เสียงใสอีกวิธีคือใข้ BOOST สำหรับ SOLO AMP ที่มีเสียงแตก TS-9 เป็น OVERDRIVE ตัวนึงที่เสียงดี แต่ไม่ได้หมายความว่า TS-9 คือ OVERDRIVE ที่ดีที่สุดในโลก บวกมันเข้ามาเพื่อให้มีสีสรรขึ้น คุณต้องรู้ว่าคุณจะใช้ OVERDRIVE เพื่ออะไร

ก็จบกันไปแล้วนะครับกับ TS-9 ในมุมมองของพี่ป๊อบหวังว่าเพื่อนๆคงจะเข้าใจถึงวิธีการใช้งานของเจ้า TS-9 ยอดฮิตอย่างเข้าใจและถูกต้องมากขึ้นนะครับ พบกันใหม่ตอนหน้าครับ




ร้านขายเครื่องดนตรีออนไลน์ ส่งตรงถึงบ้าน
www.harmonythai.com



any comments, please e-mail   guitarthai@gmail.com (นายดู๋ดี๋)
© All rights reserved 1999 - 2015. All contents in this web site are the properties of www.guitarthai.com and Saratoon Suttaket